Latest Movie :
Recent Movies
 

เมนูหลังคลอดลูก

สอบถามหน่อยค่ะ
พอดีพี่สาวเพิ่งคลอดน้องเลยอยากจะขอถามว่า เมนูสำหรับคนที่เพิ่งคลอดบุตรมีอะไรบ้างคะ ถ้ามีสูตรด้วยก็จะยิ่งดีค่ะ เพราะส่วนตัวทำกับข้าวไม่เก่ง รบกวนพี่ ๆ ชี้แนะด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
โดย: ปลา [22 พ.ค. 49 17:26] ( IP A:203.113.16.241 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 1
โบราณว่าแกงเลียงหัวปลีทำให้มีนำนมเยอะค่ะ

สูตรแกงเลียงลองเข้าไปดูของคุณเจี้ยบที่นี่นะคะ
http://www.pantown.com/market.php?id=8521&name=market6&area=&topic=83&action=view

http://www.pantown.com/market.php?id=8521&name=market6&area=&topic=40&action=view

http://www.pantown.com/market.php?id=8521&name=market6&area=&topic=26&action=view
โดย: ตุ้ม [22 พ.ค. 49 19:15] ( IP A:58.8.122.23 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 2
หวัดดีคะพี่ตุ้ม และน้องปลา
ใช่น้องปลาปั๊กเป้ารึเปล่าจ๊ะ? หายไปนาน คิดถึงจ๊ะ (ถ้าไม่ใช่ก็ขอโทษด้วยคะ)
พอดีเพิ่งกลับมาถึงบ้าน เดี๋ยวคืนนี้จะมาพิมพ์เรื่องซุบหลังคลอดให้นะ

และขอบคุณพี่ตุ้มมากคะ
โดย: ชมพู่ [22 พ.ค. 49 21:20] ( IP A:213.114.231.217 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 4
มาแล้วๆๆค้า

เริ่ม เลยนะคะ จากประสพการณ์ที่ญาติผู้ใหญ่ให้ทำกันหลังคลอดบุตร สำหรับสตรีหลังคลอดบุตร ห้ามอาบน้ำอย่างน้อย 10 วัน นะคะ เพราะฉะนั้นก่อนคลอดให้อาบให้สะอาดนะคะ
และห้ามดื่มน้ำเย็น หรือของเย็นๆนะคะ

ช่วง วันแรกๆที่คลอดบุตร ให้เอาขิง หรือเปลือกขิง มาต้มน้ำ ปริมาณยิ่งมากก็ยิ่งดีคะ เช่นขิงขนาดเท่าฝ่าแม่มือ สัก 2 หัว เอามาทุบๆให้แตก
แต่ที่บ้านจะทำขิงดองซีอิ้วจะมีไข่และเท้าหมู (เกิ๊งโชว) ของทางฮ่องกงคนที่คลอดลูกส่วนมากจะทำทานกัน (สมัยก่อนนะคะตอนนี้ไม่แน่ใจแล้วคะว่ายังฮิตกันอยู่รึเปล่า) ก็จะเอาเปลือกขิงที่ปอกออกมา แบบว่าไม่เสียของ ก็จะเอามาต้มน้ำ ให้เดือด แล้ว เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัว หลังจากเจ็ดวันหรือ10วันไปแล้วถึงจะอาบน้ำ สระผมได้คะ และให้ใช้น้ำขิง สระผมด้วยนะคะ ไล่ลมดีคะ

และถ้าจะพูดถึงเรื่องอาหาร ก็คงจะเป็นไก่ผัดขิง และก็ต้มจืดไก่ใส่ขิง แต่ละอย่างก็ใช้ขิงเยาะกว่าปกติ เพื่อเป็นการขับลมคะ

ใน ช่วงนี้ที่เพิ่งคลอดลูกออกมา ถ้าน้ำนมไม่ออกก็อย่าไปคั้นนะคะ เดี๋ยวเจ็บหน้าอกเหมือนมีของหนักมาทับหน้าอก(เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆนะ) ดีไม่ดีจะมีไข้จะขึ้นด้วยคะ และถ้าน้ำนมหลังจาก3วันไปแล้ว ถ้าน้ำนมยังไม่ใหล ก็ต้องเอาผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นประคบหน้าอก หรือไม่ที่ รพ.ก็จะมีสปอตร์ไล้ ส่องมาที่หน้าอก ทำให้หน้าอกไม่แข็ง แล้วน้ำนมก็ใหลออกมาได้ แต่ถ้าคิดว่าน้ำนมมีออกมาไม่มาก ก็ ให้ลองทำแกงเลียงที่พี่ตุ้มให้สูตรมานะคะ
และที่ญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน จะทำซุปมะระกอต้มกับหัวปลา หรือเนื้อปลาก็ช่วยเรียกน้ำนมได้ดีนักแลคะ

และ มาพูดถึงซุบไก่ ตามตำราของที่บ้าน จะต้องให้หมดน้ำคาวปลาก่อน คิดว่า ในราว 10 วัน ก็เริ่มตุ๋นไก่ดำ หรือไก่แก่ ทาน พูดง่ายๆ ที่บ้านบังคับให้กิน 1 เดือนคะ

ซุปไก่ตุ๋นยาจีน
http://www.pantown.com/market.php?id=10749&name=market5&area=&topic=36&action=view

ซุป มะละกอ+แครอท จากกระดูกหมูให้ใช้หัวปลาแทนคะ
http://www.pantown.com/market.php?id=10749&name=market5&area=&topic=38&action=view

ซุปกระเพาะปลา+เห็ดหอม ง่ายๆคะ
http://www.pantown.com/market.php?id=10749&name=market5&area=&topic=39&action=view

ซุปโสมเรียกพลังกลับมา
http://www.pantown.com/market.php?id=10749&name=market5&area=&topic=19&action=view

อีกซุบก็แนะนำให้ใช้ ตองไกว(ในภาษากวางตุ้งต๊อง ให้ลากเสียงยาวหน่อยคะ) ตุ๋นกับเนื้อหมู หรือเนื้อไก่ล้วนๆ
กลิ่น จะแรงมาก แต่บำรุงเลือดดีนัก เค้าบอกว่า คนที่คลอดบุตร ร่างกายจะซึมซับพวกยาบำรุงได้ดีในช่วงหลังคลอด แต่หลังจาก 3 เดือนไปแล้ว จะซึมซับได้ไม่มากคะ เพราะฉะนั้น หลังคลอดภายใน3เดือนก็โด๊บได้เต็มที่เลยนะคะ

อีกซุบนึง ก็คือเขากวางตุ๋น+อกไก่ สรรพคุณดีมากๆ แต่จะมีราคาหน่อย แผ่นจะบางๆเหมือนกระดาษเลยคะ เบามากๆ
ตอน ที่ทานก็ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ไม่งั้นจะเอารูปมาให้ดู ถ้าหาซื้อได้ก็น่าลองนะคะ ทานง่ายกว่า ต๊องไกว (ในภาษากวางตุ้งต๊อง ให้ลากเสียงยาวหน่อยคะ)ให้ไปหาซื้อรานยาจีนคะ

และหลังคลอดถ้าอยากให้พุงยุบเร็วขึ้นให้เอาผ้าหรือที่รัดหน้าท้อง
ให้รัดทุกๆวัน มันจะทำให้หน้าท้องแบบราบกลับมาได้เกือบเหมือนเดิมเลยคะ

อีกอย่างสำคัญมากกกกกกกกกกกกกก
ห้ามกินของหมักดองเช่นหน่อไม้นะคะ แสลงคะ
และอาหารทะเลด้วยเดี๋ยวจะเป็นพิษจะมีอาการเหมือนลมพิษ
หลังจาก3เดือนไปแล้วค่อยกินนะคะกุ้ง+ปูนี่ตัวแสลงเลยคะ

ยิ่ง ถ้าลูกกินนมเราเองยิ่งต้องระวังมากยิ่งขึ้นนะคะ เพราะแม่ทานอะไร ลูกก็ได้จากเราไปนะคะ อันนี้ ตามตำราจีนที่ๆบ้านให้สะใภ้ทำทานกันมาคะ แต่หมอฝรั่งบอกว่าทานอะไรก็ได้ แล้วแต่จะเชื่อนะคะ

ถ้าคิดว่าจะทำแต่น้ำซุปก็ได้คะ เรื่องที่พิมพ์มาให้อ่านก็คิดว่าเป็นการเล่าสู่กันฟังก็แล้วกันนะคะ

เอารูปเกิ๊งโชวมาให้ดูคะ


โดย: ชมพู่ [23 พ.ค. 49 1:04] ( IP A:213.114.231.217 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 5
รู้แล้วคะ ต๊องไกว ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า ตังกุย คะ

[ คัดลอกจากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 21 ฉบับที่ 4 เมษายน 2540>


ตังกุย สมุนไพรเพื่อทุกคน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกร สินธพ โฉมยา


--------------------------------------------------------------------------------

ใน ตำรับยาสมุนไพรจีน ตังกุย เป็นสมุนไพรที่รู้จักกันดี และนิยมใช้กันอย่างมาก เช่นเดียวกับโสม ถั่งเฉ้า และเห็ดหลินจือ ตามสรรพคุณตังกุยจะได้มาจากส่วนรากของพืชวงศ์ Umbelliferae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abgelica sinensis (Oliv) Diels เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม รสหวานออกขมเล็กน้อย จัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่มีรสอุ่นกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต บำรุงโลหิต ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ และแก้ปวด

โดยความนิยมแล้วถือว่า ตังกุย เป็นสมุนไพรที่ทรงคุณค่าสำหรับสตรี เนื่องจากเป็นตัวยาที่มีผลต่อมดลูกโดยตรง คือมีสรรพคุณ ในการช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ แก้ปวดประจำเดือน ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว (rheumatism) และเป็นยาระบายท้องอ่อนๆ ด้วย

มี รายงานจาการทดลองพบว่า สารสกัดจากตังกุย ในส่วนที่เป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีจุดเดือดสูง (high boiling point) ประมาณ 180 องศาเซลเซียส ถึง 210 องศาเซลเซียส จะมีคุณสมบัติด้านการบีบตัว (ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว) ของมดลูกได้ แต่สำหรับในเชิงเภสัชวิทยา แล้วจะเกิดผล 2 กรณี คือ

ประการแรก

คือเมื่ออยู่ในภาวะตั้ง ครรภ์ มดลูกจะมีความไวต่อภาวะความกดดัน ในโพรงมดลูกสูง สารสกัดจากรากตังกุยจะมีผลต่อกล้ามเนื้อมดลูก คือ นอกจากจะลดการบีบตัวแล้ว ยังทำให้การตอบสนองต่อความกดดัน ในโพรงมดลูกน้อยลง (decreasing the myometrial sensitivity) และจะมีผลให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณมดลูกมากขึ้น โดยการขยายหลอดเลือด ผลก็คือลดโอกาสในการแท้งบุตรได้ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมตังกุยจึงเป็นผลดีต่อสตรีที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์

ประการที่สอง

คือ สำหรับสตรีทั่วไปและสตรีภายหลังการคลอดบุตร ตังกุยจะมีผลต่อระบบประจำเดือน คือ ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้ปวดประจำเดือน ในตำรับยาจีนจะผสมตังกุยกับหัวแห้วหมู (Cyperus rotundus) โกฐจุฬาลำเภาจีน (Artemisia argyi) เปลือกลูกพรุน (Prunus persica) และดอกคำฝอย (Carthamus tinctorius) เพื่อเป็นยาช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ถึงแม้คำอธิบายเรื่องนี้ ยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่ก็มีรายงานว่า

ใน สารสกัดของตังกุยทั้งในส่วนของสารสกัดด้วยน้ำ และแอลกอฮอล์ที่ไม่ใช่เป็นสารกลุ่มน้ำมันหอมระเหย มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกได้ดี (คือ เพิ่มการบีบตัวของมดลูก) จึงนิยมใช้ตังกุยเป็นยาช่วยในการขับน้ำคาวปลา และช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น

สำหรับการรักษาอาการหลังหมด ประจำเดือน มีการทดลองใช้ตังกุย ร่วมกับตัวยาอื่นอีก 5 ชนิด ในคนไข้ 43 คน พบว่าส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น คือ อาการร้อนวูบ มึนงง ตาพร่า และอาการไม่สบายในช่องท้องจะลดลงประมาณ 70%

ตังกุยมีความเป็นพิษหรือไม่

โดย ทั่วไปแล้ว ตังกุยก็เช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ คือ ถ้าใช้ในปริมาณที่ปกติก็ไม่พบอันตรายอย่างไร แม้ในบางคน ที่ได้รับตังกุยแล้วเกิดอาการผิดปกติ เมื่อหยุดยาอาการดังกล่าวก็มักจะหายไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสียเลยทีเดียว ถ้าร่างกายได้รับสารมาก ส่วนจะมากเท่าใดนั้นคงยากที่จะตอบ แต่จากการทดลองในสัตว์ โดยใช้สารสกัดน้ำปริมาณ 0.3-0.9 กรัมต่อน้ำหนักตัว 10 กรัม ฉีดเข้าสู่กระเพาะ จะมีผลให้การเต้นของหัวใจช้าลง ความดันโลหิตลดลง และกดการหายใจ และเมื่อได้รับสารมากขึ้นก็จะแสดงอาการมากขึ้น แต่จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่พบว่ามีผู้ใดได้รับอันตรายร้ายแรง จากการรับประทานตังกุยเลย

"ตังกุย" เป็นยาสำหรับสตรีเท่านั้นหรือ ผู้ชายรับประทานได้หรือไม่

ถ้า ดูจากสรรพคุณดั้งเดิม ที่ว่าตังกุยเป็นยาที่ใช้สำหรับ บำรุงร่างกายทั่วๆ ไป และบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่างๆ ก็น่าจะใช้ได้ดีทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะการมุ่งหวังผล เพื่อเป็นยาบำรุงร่างกาย เพราะในรากตังกุยจะมีวิตามินบี 12 ในปริมาณที่มาก (0.25-0.4 ไมโครกรัม/100 กรัมของน้ำหนักรากแห้ง) ยังมีสารโฟลิก (Folic) และไบโอติน (Biotin) ซึ่งมีผลต่อการสร้างปริมาณเม็ดเลือด ในร่างกาย จึงนิยมใช้เป็นยาบำรุงโลหิต

ยิ่ง กว่านั้นยังมีการทดลองที่พบและแสดงให้เห็นว่า สัตว์ที่ได้รับสารสกัดจากรากตังกุยจะมีขนาด และน้ำหนักของตับ และม้ามเพิ่มขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาวชนิด macrophage ในการทำลายสิ่งแปลกปลอมในร่างกายได้ดีขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของตับ ซึ่งส่งผลถึงการสร้างระบบภูมิต้านทานของร่างกายที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังมีข้อมูลค่อนข้างจำกัด คงต้องรอผลการวิจัยต่อไป

ผลต้านการอักเสบและลดการบวม โดยการทดสอบทา
โดย: [0 3] ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 6
งชีวเคมี ถึงขบวนการเกิดการอักเสบ พบว่า สารจากตังกุยสามารถขัดขวางการเกิด 5-hydroxytryptamine (5-HT) และลดการส่งผ่านของสารทางผนังเซลล์หัวใจ (coronary flow) และกระแสโลหิตที่ร่างกาย peripheral blood flow ได้โดยการทำให้หลอดเลือดขยายตัว (dilate vessel) มีผลต่อการเต้นของหัวใจ ให้ความดันล่างสูงขึ้น

นอกจากรายงานทีกล่าวมาแล้ว ยังมีรายงานการวิจัย ถึงสรรพคุณของตังกุยอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก เช่น
เป็นสารต้านการเจริญเติบโตของเชื้อราบางชนิด
ใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง เช่น แก้อาการคัน
ใช้เป็นยาแก้หืด
ใช้เป็นยาแก้ปวด
ใช้ลดไขมันในโลหิต โดยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอล (cholesterol) เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นการป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
ต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด

ปัจจุบัน วงการแพทย์ตะวันตกต่างหันมาสนใจ ให้ความสนใจต่อสมุนไพรมากขึ้น และยังคงมีการวิจัยศึกษา หาคุณประโยชน์ของสมุนไพรกันอย่างกว้างขวางและจริงจัง เพื่อค้นหาความลับในการรักษาและบำบัดโรคภัยต่างๆ รวมทั้งเคล็ดลับในการบำรุงสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว และมีสุขภาพดียิ่งขึ้น

ก๊อบมาจากลิ้งค์ข้างล่างนี้นะคะ http://www.elib-online.com/doctors/herb_oliv01.html
โดย: ชมพู่ [23 พ.ค. 49 1:17] ( IP A:213.114.231.217 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 7
โอ้โฮ้ ได้ความรู้มากเลยค่ะ
โดย: nocturne [23 พ.ค. 49 11:00] ( IP A:202.28.4.15 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 10
หวัดดีคะคุณnocturne

แวะมาบอกน้องปลาอีกเรื่อง คือพิมพ์ตกไปนิดนะ
เรื่อง หน้าท้องหลังคลอด ถ้าเป็นไปได้ ให้ เอากระเป๋าน้ำร้อนวางที่หน้าท้อง อย่างน้อยๆ 1 เดือน ของพี่ ทำไป 3 เดือน หน้าท้องยุบไปจริงๆด้วย เพราะกลับมาใส่กางเกงได้เหมือนเดิมจ้า

และการให้ลูกดื่มนมจากอกแม่ จะทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วด้วย และ ความผูกพัน กับลูกจะดีมากๆ คิดว่าลูกจะดีใจที่ได้กินน้ำนมจากแม่ และเด็กก็จะฉลาดขึ้น(ฟังผู้ใหญ่เล่ากันมาคะ)

ไปก่อนละ วันนี้รีบออกจากบ้านด้วย หวังว่าข้อมูลทั้งหมดที่พิมพ์มา คงมีประโยชน์ กับ แม่ลูกอ่อน ไม่มากก็น้อยนะจ๊ะ
และขอให้คุณแม่และคุณลูก มีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขมากๆนะจ้า

คห. 8-9 ลบออกเองเพราะพิมพ์ผิดจ้า
โดย: ชมพู่ [23 พ.ค. 49 11:20] ( IP A:213.114.231.217 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 11
ได้ความรู้ดีจังค่ะคุณสา มีประโยชน์มากๆเลยสำหรับคนท้อง
ใครที่ยังมีโอกาสตั้งท้องรีบเซฟเก็บไว้อ่านนะคะ ของเราปิดอู่ไปแล้วค่ะ 5555
โดย: J&J [23 พ.ค. 49 11:41] ( IP A:58.9.40.63 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 12
ขอบคุณพี่ตุ้มมาก ๆ นะคะสำหรับสูตรแกงเลียง

พี่สาจ๋า ขอบคุณมาก ๆ เลยได้ความรู้ดีมาก ๆ และก็ขอบคุณสำหรับสูตรและทริคต่าง ๆ ค่ะ ไว้เดี๋ยวจะถ่ายรูปน้องมาให้ดูนะคะ

ตอน นี้น้ำนมพี่สาวยังไม่ค่อยออกเลยค่ะ เพราะน้องดูดไม่เก่ง พี่เค้าซื้อที่ปั๊มนมมากระตุ้นด้วย แต่ก็ยังไม่ออกเลยค่ะ คลอดมา 5 วันแล้ว
โดย: ปลา [23 พ.ค. 49 12:38] ( IP A:203.113.16.241 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 13
...สวัสดีทุกท่านครับ แวะเข้ามาทักทายครับ และเก็บเกี่ยวด้วยครับ
โดย: จินจง [23 พ.ค. 49 17:11] ( IP A:125.24.68.37 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 14
ต้องขอบคุณคุณปลามากๆเลยค่ะที่มาตั้งกระทู้นี้ ไขุ่นุ้ยก็เลยพลอยได้อานิสงค์ไปด้วย
เซฟเก็บเอาไว้เป็นความรู้ เห็นด้วยกับเพื่อนๆค่ะตามความเืชื่อแบบไทยๆเราก็ทานแกงเลียง
ไขุ่นุ้ยก็ทราบแค่นั้นเองค่ะ พอคุณสาแนะนำแล้วได้ความรู้เพิ่มมาเพียบเลยค่ะ
ขอบคุณเพื่อนๆที่ช่วยแชร์ประสบการณ์นะคะ และขอแสดงความยินดีกับคุณปลาด้วยค่ะกับ
ตำแหน่งคุณน้าขอให้หลานแข็งแรงๆนะคะแล้วจะรอดูรูปค่ะ
โดย: kainui_rica [23 พ.ค. 49 21:17] ( IP A:71.204.49.187 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 15
ขอเก็บความรู้ด้วยคนค๊า แต่สำหรับแบมต้องรอนานหน่อย ไม่รู้เมื่อไหร่

รอดูรูปหลานนะคะ น้องปลา สุขภาพแข็งแรงทั้งคุณแม่และคุณลูกนะคะ
โดย: แบมค่ะ [24 พ.ค. 49 17:29] ( IP A:84.71.85.186 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 16
หวัดดีคะทุกๆคน
น้องปลาพี่มารอดูรูปหลานด้วยคนจ้า
โดย: ชมพู่ [25 พ.ค. 49] ( IP A:213.114.231.217 X: )

--------------------------------------------------------------------------------

ดำ ขาว น้ำเงิน แดง เขียว เหลือง ส้ม น้ำตาล ม่วง ฟ้า เขียวมะนาว

รายละเอียด :
ชื่อ / e-mail : แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
รูปประกอบ :
.jpg .bmp .gif < 100K
จัดตำแหน่งรูป :

ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา

เสียงประกอบ : .wav .mp3 .wma .ogg < 300K

วิธีการใช้แพมเพิสกับลูกน้อย

    
วิธีการใช้แพมเพิสกับลูกน้อย

หลักการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป และการเอาใจใส่ในอนามัยเพื่อลูกน้อย (Diapers and Hygiene Care)

         
(1)
    สำหรับเด็กอายุ 1 เดือนที่กินนมแม่จะถ่ายบ่อยวันละ 10 รอบขึ้น แนะนำให้ใช้กระดาษทิชชู่แผ่นใหญ่ รองรับก่อนใส่แพมเพิส เพื่อการรองรับที่ดีและประหยัดค่าใช้จ่าย และใส่แพมเพิสตอนกลางคืน หรือเลือกใช้แพมเพิสหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูปแบบราคาประหยัดแทนการรองรับ ด้วยกระดาษทิชชู่
(2)
    สำหรับเด็กที่อายุ 1 เดือนขึ้นรอบการถ่ายจะลดลงมาเหลือ วันละ 4-5 รอบ 3-4 รอบ 2-3 รอบ 1-2 รอบ วันละรอบ สองวันรอบ สามวันรอบ และอาจจะหลายวันรอบ ถ้าเด็กไม่มีอาการงอแงก็ไม่ต้องตกใจ โดยให้ใส่แพมเพิสได้ตามปกติ
(3)
    เวลาเปลี่ยนแพมเพิสสำหรับเด็กเล็กที่ถ่ายบ่อย ควรทำความสะอาดลูกน้อยก่อนโดยใช้แผ่นทำความสะอาด (Baby wipe) ที่มีขายตามท้องตลาด หรืออาจใช้แผ่นสำลีชุปน้ำเปล่าต้มสุก เวลาเช็ด ให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แล้วซับให้แห้ง
(4)
    สำหรับเด็กทีมีอายุต่ำกว่า 6 เดือน ไม่ควรให้สวมใส่แพมเพิสนานกว่า 6 ชั่วโมง โดยไม่มีการเปลี่ยน แนะนำว่าไม่ควรหรือหลีกเลี่ยงการใส่แพมเพิสเกิน 6 ชั่วโมง เพื่อสุขลักษณะที่ดีของลูกน้อย
(5)
    ไม่ควรเปลี่ยนแพมเพิสช้ากว่า 15 นาทีหลังจากเด็กได้ถ่ายอุจจาระ ซึ่งจะทำให้เกิดการแพ้ได้ เนื่องจากเวลาที่เด็กได้ถ่ายอุจจาระและหมักหมม เป็นเวลานานเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดปฎิกริยา ระหว่างอุจจาระและปัสสาวะ ทำให้ผิวเด็กเกิดการแพ้ และเป็นผื่นได้
(6)
    แพมเพิสหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ดี ต้องมีอัตราการดูดซับที่รวดเร็ว และแห้งสนิท เพราะทุกๆหยดของปัสสาวะ อาจจะเป็นผลต่อการเชื้อเชิญของการติดเชื้อได้
(7)
    ไม่ควรใช้แป้งฝุ่นบริเวณที่สวมใส่แพมเพิสโดยเฉพาะเด็กผู้หญิง เพราะว่าอาจเป็นภัยต่อช่องปัสสาวะ และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ ตลอดจนแป้งฝุ่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราการดูดซับ ของแพมเพิสเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นจึงแนะนำให้ใช้แบบครีมแทน ถ้าคิดว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้
(8)
    ควรเลือกขนาดของแพมเพิสให้พอดีกับ น้ำหนักตัวลูก แพมเพิสที่เล็กเกินไปจะบีบรัดร่างกายของลูก ทำให้เกิดรอยแดงรอบขอบขาหรือรอยแดงขอบเอวได้
(9)
    ควรฝึกให้เด็กรู้จักการเข้าห้องน้ำเมื่ออายุได้ 2 ขวบ เพื่อการเริ่มต้นการขับถ่ายที่ถูกสุขลักษณะ ไม่ควรให้สวมใส่แพมเพิสอีกต่อไป หรืออาจจะมีบ้างในช่วงกลางคืนสำหรับการเริ่มต้นฝึกหัด
    

พัฒนาการทั่วไปของทารกแรกเกิด 1- 7 วัน

 ปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ 


          ปฏิกิริยารีเฟล็กซ์หรือเรียกอีกอย่างว่าปฏิกิริยาสะท้อนกลับ เป็นพัฒนาการสำคัญของทารกแรกเกิดที่จะตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้าโดยอัติโนมัติ ปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นบ่อยในช่วงเดือนแรกของทารก และหลังจากนั้นก็จะค่อยๆ หายไป ปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่คุณพ่อคุณแม่สามารถตรวจสอบได้เองมีดังนี้


                หากคุณอุ้มลูกในท่ายืน และปล่อยให้เท้าสัมผัสพื้นเล็กน้อย ลูกจะชักขาขึ้นละม้ายคล้ายการเดินบนอากาศ

                เมื่อถูกอุ้มอย่างรุนแรง เสียงดัง หรือแสงจ้าบาดตา ลูกจะสะดุ้งตกใจพร้อมกับแอ่นหลังขึ้นมา ศีรษะห้อยไปด้านหลัง แขนขากางกว้างออก และกลับมาอยู่ในท่าห่อตัวอย่างรวดเร็ว


                ทารกมักร้องไห้จ้าเพราะตกใจเสียงร้องไห้ของตนเอง ลูกจะสงบได้ด้วยการวางมืออุ่นๆ ไว้ที่ร่างกายลูก หรืออุ้มพาดบ่าไว้


                หากแตะฝ่ามือหรือฝ่าเท้าลูก ลูกจะจับนิ้วของคุณไว้แน่น และสามารถดึงตัวเองขึ้นจากที่นอนได้


                หากแตะหลังมือหรือหลังเท้าด้านนอก นิ้วมือและนิ้วเท้าของลูกจะกางออก เรียกว่า Babinski Reflex


                เมื่อแตะที่มุมปากลูก ปากก็จะเผยอตามและหันมาหานิ้วมือที่แตะ ทำท่าทางพร้อมจะดูดนม


                เมื่อแตะสันจมูกหรือเปิดไฟใส่หน้า ลูกจะหลับตาปี๋


                จิ้มที่ฝ่าเท้าเบาๆ เข่าและเท้าจะงอ


                เมื่ออุ้มเอาส่วนอกจุ่มน้ำ ลูกจะทำท่าว่ายน้ำ


                ดึงลูกขณะที่นอนอยู่ให้ขึ้นมาสู่ท่านั่ง ลูกจะพยายามตั้งหัวให้ตรง ตาเบิกกว้าง ไหล่ตึง เรียกว่าปฏิกิริยาตุ๊กตาจีน


               ผิวทารกแรกเกิด

          ทารกแรกเกิดจะมีเลือดของแม่และไขมันเคลือบอยู่ตามผิวที่เรียกว่า เวอร์นิกซ์ (Vernix) ทำหน้าที่ช่วยหล่อลื่นให้ทารกไหลลื่นออกมาจากช่องคลอดได้สะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้เห็นลูกในครั้งแรกก็จะพบว่าลูกมีผิวหนังเหี่ยวย่นจากการคุดคู้อยู่ในครรภ์มารดา และมีเมือกเลือดต่างๆ ที่ติดอยู่ตามตัว หลังจากคลอดเสร็จพยาบาลจะเป็นผู้ทำความสะอาดให้


          เมื่อไขมันเริ่มหลุดไปก็มักทำให้ผิวชั้นนอกของทารกแห้งและลอก แต่เพียงแค่ 1-2 สัปดาห์เท่านั้นผิวหนังเก่าก็จะค่อยๆ หลุดหายไป และกลายเป็นผิวหนังที่แสนสดใสอมชมพูขึ้นมาแทน ในช่วงนี้คุณแม่อย่าแกะ เกา ขัดผิวของลูกเป็นอันขาด เพราะอาจจะทำให้ผิวลูกถลอก เป็นแผล และติดเชื้อโรคได้ง่ายขึ้นด้วย ทารกแรกเกิดหลายคนก็มักมีปานต่างๆ แต้มตามผิวมาด้วย


          ปานดำแต่กำเนิด (Congenital Melanocytic Nevus) ทารกแรกเกิดอาจเห็นเป็นสีค่อนข้างแดง ต่อมาภายในเวลาไม่กี่เดือนจะมีสีน้ำตาลดำเข้มขึ้น ปานดำส่วนใหญ่จะมีขนาดโตกว่าไฝธรรมดา ผิวอาจเรียบนูน หรือขรุขระเล็กน้อย และอาจมีขนปนอยู่ด้วย ปานชนิดนี้มักไม่มีอันตราย นอกจากความสวยงาม แต่ถ้ามีขนาดใหญ่อาจมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้


          ปานมองโกเลียน (Mongolian spot) จะมีลักษณะเป็นปื้นสีเทาหรือสีน้ำเงินอ่อนขนาดใหญ่ ขนาดตั้งแต่ 0.5 – 11 ซม. มักจะพบบริเวณก้น หลัง อาจพบที่ไหล่หรือศีรษะได้บ้าง ปานชนิดนี้ไม่มีอันตรายใดๆ และมักจะจางหายไปได้เองใน 1 ขวบปีแรก


          ปานแดงสตรอเบอรี่ (Strawberry Nevus) มักพบบริเวณใบหน้าและลำคอ ลักษณะเป็นตุ่มหรือก้อนนูนสีแดงเข้ม พบในช่วง 1-4 สัปดาห์หลังคลอด ระยะแรกจะขยายเร็วจนถึงอายุประมาณ 1 ขวบ จากนั้นสีจะม่วงคล้ำขึ้น โดย 85% จะหายไปได้เองภายในอายุประมาณ 7 ขวบ


          ปานแดงจากผนังเส้นเลือดผิดปกติ (Capillary Hemangioma) ลักษณะเป็นตุ่มนูนหรือปื้นสีแดงขนาดใหญ่ที่บริเวณใบหน้าซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย ซึ่งอาจพบความผิดปกติของตาร่วมด้วย เช่น ถ้าพบปานชนิดนี้บริเวณเปลือกตาหรือขมับ อาจมีขนาดใหญ่ขึ้นเบียดตาหรือเกิดต้อหินทำให้ตาบอดได้ การรักษาปานชนิดนี้มักใช้แสงเลเซอร์ (Vascular laser) ซึ่งผลของการรักษาขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของปานแดง


          ปานโอตะ (Nevus of Ota) อาจพบในทารกแรกเกิด หรือบางรายพบในตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ลักษณะจะคล้ายปานมองโกเลียนที่มีสีเทาหรือน้ำเงิน แต่มักพบบริเวณโหนกแก้ม หรือขมับ ปานลักษณะนี้จะไม่จางหายไปเหมือนปานมองโกเลียน และจะไม่กลายเป็นมะเร็ง จึงไม่มีอันตรายใดๆ นอกจากไม่สวยงามเท่านั้น เมื่อเด็กโตขึ้นสามารถใช้เลเซอร์รักษาได้


                รูปร่างทารกแรกเกิด



          โดยเฉลี่ยแล้วเด็กผู้ชายจะมีน้ำหนักประมาณ 3.3 กก. สูง 50.5 ซม. ส่วนเด็กผู้หญิงจะมีน้ำหนักประมาณ 3.2 กก. สูง 49.9 ซม.
          ร่างกายของทารกในช่วงแรกคลอดนี้จะดูแล้วไม่น่ารัก เพราะว่าศีรษะจะโตมากกว่าลำตัว อีกทั้งมีใบหน้าอูม คอสั้น แขนขาก็สั้นไม่เข้าที่ เมื่อจับศีรษะก็จะพบว่าค่อนข้างนุ่ม เนื่องจากกระโหลกยังประสานไม่สนิทเท่าไรนักโดยเฉพาะกระหม่อมหน้า ส่วนมือเท้าจะค่อนข้างเย็นเพราะระบบหมุนเวียนเลือดยังทำงานไม่ประสานกันเท่าไหร่

          ส่วนอวัยวะเพศชายจะมีไข่อยู่ในถุงอัณฑะเรียบร้อยแล้ว แต่ทารกบางคนก็มีไข่เพียงข้างเดียว ซึ่งอีกข้างจะตามมาในภายหลังในเวลาไม่นานนัก ปลายองคชาติจะปิดแต่สามารถปัสสาวะได้และจะเปิดภายหลังเช่นกัน ส่วนอวัยวะเพศหญิงจะมีสีคล้ำเล็กน้อย

          ส่วนอวัยวะเพศเด็กหญิงบางคนมีมูกคล้ายตกขาวหรือเลือดออกมาจากช่องคลอด เพราะเกิดจากฮอร์โมนของแม่ที่ผ่านมาทางสายรก และจะหายไปในเวลา 1-2 สัปดาห์


               การมองเห็น


          การมองเห็นเป็นพัฒนาการที่ทารกเพิ่งได้เรียนรู้เมื่อออกมาจากครรภ์มารดา ดังนั้นคุณแม่จะเห็นว่าลูกจะหน้านิ่วคิ้วขมวดและเพ่งไปยังจุดที่เขาสนใจในระยะประมาณ 8-12 นิ้ว ทั้งนี้ ทารกจะสามรถมองเห็นได้อย่างเลือนลางและมองในลักษณะเลื่อนลอยบ้างในบางครั้ง ที่สำคัญดวงตาของทารกจะมีความไวต่อแสงมาก ดังนั้นอย่าพาลูกเดินไปในห้องที่มีแสงจ้า หรือออกกลางแดดแบบฉับพลัน เพราะเขาจะหลับตาปี่เพื่อปกป้องดวงตาของตัวเองทันที


          ทารกจะชอบมองสิ่งที่เป็นเหลี่ยมมุมมากกว่าสิ่งของที่เป็นทรงกลม และชอบลวดลายที่มีสีสันตัดกันมากกว่าสีพื้นเรียบๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ทารกชอบมอง คือ ใบหน้าของคน เพราะมีลักษณะสีหน้าที่แสดงอารมณ์ และมีจุดโฟกัสที่ดวงตา ลูกจะเรียนรู้ได้ว่าเขาควรจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร อย่างเช่น คุณแม่ยิ้มให้ ลูกก็จะเรียนรู้ที่จะยิ้มตาม


               พัฒนาการเด็ก

               การได้ยิน
          ทารกจะมีพัฒนาการด้านการได้ยินขึ้นทันทีตั้งแต่ออกจากท้องแม่ โดยทารกจะมีปฏิกิริยาเมื่อมีเสียงแปลกๆ เข้ามากระทบ อย่างเช่น สะดุ้งตกใจ กะพริบตาถี่ๆ หรือกลับกันถ้าเป็นเสียงเห่กล่อม ลูกจะนอนง่ายขึ้น ร้องไห้โยเยน้อยลง อย่างไรก็ตามทารกชอบได้ยินเสียงที่ทอดยาวประมาณ 10 วินาที และไม่ชอบเสียงสั้นๆ แบบหยุดๆ หายๆ ราว 1 – 2 วินาที และชอบเสียงสูงมากกว่าเสียงต่ำ อีกทั้งสามารถแยกแยะเสียงของคุณแม่จากเสียงอื่นๆ ได้แล้วด้วย


               การสัมผัส
          ทารกแรกเกิดมีความไวต่อประสาทสัมผัสทางกาย โดยเฉพาะอ้อมกอดและการสัมผัสของแม่ที่เป็นตัวกระตุ้นให้ทารกรับรู้ประสาทสัมผัสต่างๆ มากขึ้น นอกจากนั้นทารกยังรับรู้ได้อีกว่าคุณแม่กำลังอยู่ในอารมณ์ใด แต่หากทารกน้อยยังต้องอยู่ในตู้อบ ทางการแพทย์ก็แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ลูบเนื้อตัวลูกผ่านถุงมือ เพราะว่าลูกจะรู้สึกถึงการสัมผัสได้เช่นกัน


               การได้กลิ่น
          ประสาทสัมผัสด้านการดมกลิ่นเป็นพัฒนาการสำคัญ ที่จะช่วยให้ทารกน้อยปรับตัวกับโลกภายนอก หลังจากอุดอู้ในครรภ์คุณแม่มานาน ทารกแรกเกิดจะสามารถแยกความแตกต่างของกลิ่นสองกลิ่นได้ และสามารถแสดงออกว่าไม่ชอบกลิ่นเหม็นๆ ได้เช่นกัน ซึ่งหากไม่ชอบก็จะหันหัวหนี สะดุ้ง และดิ้นรนจนร้องไห้ออกมาในที่สุด ส่วนกลิ่นที่ชอบที่สุดจะเป็นกลิ่นของแม่ เพราะรู้สึกปลอดภัยและรับรู้ถึงความอบอุ่น ดังนั้นเมื่อลูกร้องไห้โยเยและคุณแม่เข้ามาอุ้ม ลูกก็จะรู้สึกอุ่นใจและสงบลงได้


               ขาโก่ง
          คุณพ่อคุณแม่บางคนกังวลว่าทารกแรกเกิดที่คลอดออกมาแล้วขาโก่งจะผิดปกติหรือไม่ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องธรรมชาติที่ขาของลูกน้อยจะโก่งเล็กน้อยโดยเฉพาะขาด้านล่าง แต่ไม่ต้องกังวลเพราะขาของลูกจะค่อยๆ เหยียดตรงขึ้นเรื่อยๆ สามารถยืดยาวตรงได้ในภายหลัง


               การกิน
          นมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทารกแรกเกิด ซึ่งนมแม่หลังคลอดจะมีลักษณะเป็นน้ำนมเหลืองที่เรียกว่า โคลอสตรัม (Colostrum) ที่ถือเป็นหัวอาหารชั้นยอดของทารก ซึ่งน้ำนมเหลืองจะให้ทั้งพลังงาน โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ พร้อมทั้งภูมิคุ้มกันธรรมชาติแก่ทารกด้วย ที่สำคัญคุณแม่ควรให้ลูกดูดนมข้างละประมาณ 15 นาที เพื่อกระตุ้นน้ำนมด้วย



          ช่วงแรกลูกจะร้องกินนมไม่ค่อยเป็นเวลา เป็นหน้าที่ของคุณแม่ที่จะต้องค่อยๆ จัดตารางเวลาให้ลูกกินนมในช่วงกลางวัน เพราะนอกจากจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้พักผ่อน ลูกก็จะมีระบบการย่อยที่ดีและท้องไม่อืด

               การขับถ่าย
          หากลูกกินนมแม่จะถ่ายอุจจาระบ่อย บางคนถ่ายทุกครั้งหลังดูดนม ซึ่งในทารกแรกเกิดจะมีอุจจาระที่ดำๆ เขียวๆ ที่เรียกว่า “ขี้เทา” มีลักษณะนุ่มเหนียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ของทารกจากเมื่อตอนที่ยังอยู่ในท้แงแม่ และจะถูกขับออกมาตามกระบวนการขับถ่าย และต่อไปอุจจาระของลูกก็จะกลายเป็นสีเหลืองเอง ทั้งนี้ หากสังเกตว่าลูกยังไม่อุจจาระภายใน 24 ชั่วโมงแล้ว ให้รีบปรึกษาแพทย์เพราะลูกอาจจะเกิดลำไส้อุดตันได้


ที่มา momypedia

รู้มั้ย...หนูตัวเหลืองเพราะอะไร (Mother & Care)

         ตัวเหลืองเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับเด็กแรกเกิด และสร้างความกังวลใจให้พ่อแม่ได้ไม่น้อย ฉะนั้นเรามาทำความเข้าใจกับอาการตัวเหลือง ของลูกกันให้มากขึ้น เพื่อลดความวิตกกังวล และเพิ่มความดูแลให้ดีขึ้นกันค่ะ

ตัวเหลืองเพราะอะไร

          เนื่องจากการทำงานของตับที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จึงไม่สามารถขับสารเหลือง ที่เรียกว่า บิลิลูบิน (Bilirubin) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดง โดยปกติแล้วตับจะทำหน้าที่ดึง สารนี้ออกจากกระแสเลือด นำไปสร้างน้ำดี โดยน้ำดีส่วนหนึ่งจะเก็บสะสมในถุงน้ำดี และน้ำดีส่วนที่เหลือจะไหลผ่านท่อตับ ท่อน้ำดี ลงไปในลำไส้เล็ก เพื่อช่วยย่อยไขมัน แต่ถ้ากระบวนการดังกล่าวเกิดความผิดพลาด ก็ส่งผลทำให้สารสีเหลืองมีการสะสมอยู่ในกระแสเลือด ไม่สามารถขับออกได้ตามปกติ จึงเกิดอาการตัวเหลืองขึ้น

เหลืองแบบใดผิดปกติ

          สังเกตง่าย ๆ จากร่างกายของลูกน้อย เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะก็เป็นสีเหลืองเช่นกัน โดยจะเริ่มเหลืองที่ใบหน้าก่อน แล้วค่อยๆ ไล่ไปลำตัว ขาและเท้า ถ้าเหลืองเฉพาะใบหน้าและลำตัว ก็ถือว่า มีอาการเหลืองไม่มาก แต่ถ้ามีอาการมากจะเหลืองไล่ลงมาที่ขาและเท้า

          เวลาดูอาการตัวเหลืองของลูก มีข้อสังเกต อยู่บ้างค่ะ คุณแม่อาจลองกดผิวหนังบริเวณที่เห็นเป็นสีเหลือง (เพราะเด็กตัวแดงทำให้ดูยาก) ถ้าดูแล้วเห็นว่าเหลืองไม่มาก ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจหาค่าของสารเหลือง แต่ถ้าเหลืองมาก ก็ควรต้องเจาะเลือดตรวจดูค่าสารเหลืองและทำการรักษาอย่าง เหมาะสมต่อไป

ลูกตัวเหลือง อันตรายหรือไม่

          ถ้ามีอาการเหลืองไม่มาก สาเหตุเกิดจากการทำงานของตับที่ ไม่สามารถขับสารเหลืองในร่างกายได้  อาการตัวเหลืองของลูกจะหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์หลังคลอด แต่ในเด็กบางรายอาจมีอาการตัวเหลืองนานกว่า 1 สัปดาห์ แต่ไม่มีอาการผิดปกติอื่น อาการเช่นนี้อาจเกิดจากการดูดนมแม่ ที่มีสารบางอย่างทำให้เด็กตัวเหลือง ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กแต่อย่างใด เพียงแต่  คุณหมออาจแนะนำให้งดนมแม่สัก 2 วัน เมื่ออาการตัวเหลือง ลดลง ค่อยกลับมาให้นมแม่เหมือนเดิม

          ที่ต้องระวังเป็นอันตรายกับลูกก็คือ ลูกตัวเหลืองมากขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือมีอาการที่ผิดสังเกต เช่น ซึม งอแง ไม่ดูดนม หรืออาเจียน คุณแม่อย่านิ่งนอนใจ ควรพาลูกไปหาคุณหมอทันที เพื่อตรวจเช็กค่าสารเหลือง เพราะอาการตัวเหลืองมาก ๆ อาจทำให้เกิดอาการชัก เป็นอันตรายต่อสมองลูกน้อยได้ จำเป็นต้องอยู่ ภายใต้การดูแลของคุณหมอ

ลูกตัวเหลือง ดูแลอย่างไร

          เนื่องจากมีหลายสาเหตุ ที่ทำให้เด็กแรกเกิดมีอาการ  ตัวเหลือง ดังนั้น เพื่อความอุ่นใจกับอาการของลูกในเบื้องต้น คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบคุณหมอ  และผ่านการวินิจฉัยเบื้องต้นจากคุณหมอ เพราะถ้าลูกมีอาการตัวเหลืองแบบปกติ คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถดูแลลูกน้อยที่บ้านได้เอง ด้วยวิธีต่อไปนี้

            ให้ลูกได้รับนมแม่ที่เพียงพอ แต่ถ้าดื่มนมแม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ เพราะในนมแม่มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว เพียงให้ลูกได้ดูดบ่อยขึ้น

            พาลูกไปรับแดดอ่อน ๆ ตอนเช้า ช่วง 6-7 โมงเช้า ประมาณ 20-30 นาที หรือแดดอ่อน ๆ ในช่วงเย็น (ถ้าลมแรงก็ไม่ควรพาออกไปนอกบ้าน) อาจอยู่ในห้องที่มีแดดส่องถึง และพาลูกไปนอนบริเวณนั้นจะดีกว่า หรือให้ลูกดื่มน้ำ มากขึ้น

พัฒนาการเด็ก - วัย 3 เดือน

ลูกน้อยยกศีรษะขึ้นได้แล้วลูก ยืดตัวตรงได้เต็มที่แล้ว ยกศีรษะขึ้นในแนวเดียวกับลำตัวได้ เริ่มใช้แขนยันตัวขึ้นจากพื้น ลูกยังคงสนุกกับมือสองข้างของตัวเอง และเริ่มเอื้อมคว้าสิ่งต่างๆใกล้มือแม้ยังจับไม่ได้ 
การให้นมทารก
ลูกอาจดูเหมือนหิว บ่อยขึ้นเพราะเข้าสู่ช่วงโตเร็วอีกครั้ง นมยังคงเป็นอาหารหลักที่ให้สารอาหารที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับลูกจนกว่าลูกจะอา ยุครบ 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่สามารถเริ่มอาหารเสริมตามวัยได้

วิธีสื่อสารของลูก
ลูกน้อยเริ่มส่ง เสียง “อืออา” เบาๆ เพื่อตอบรับเสียงที่ได้ยิน และจะเริ่มออกเสียงพยัญชนะเช่น ป บ และ ม ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากริมฝีปาก คำคำแรกที่ลูกพูดได้จึงมักเป็น “แม่” และ “ป้อ” (พ่อ)

ลูกเริ่มพัฒนาประสาทสัมผัสต่างๆ มากขึ้น
ลูกจะผวาตกใจหรือ ร้องไห้เมื่อมีเสียงดัง และเสียงแม่ที่คุ้นเคยจะปลอบโยนลูกได้ภายในเวลาไม่นาน ลูกเริ่มสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวและใช้ประสาทสัมผัสต่างๆในการสำรวจเรียนรู้โลก

วิธีกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อย
แขวนโมบายไว้เหนือ เปลลูกในระดับที่ลูกสามารถเอื้อมถึงได้พอดี สีสันอันสดใส และเสียงดังกรุ๋งกริ๋งของโมบายจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกวัย 3 เดือนได้เป็นอย่างดี ลูกจะเริ่มคว้า จับโมบายให้เคลื่อนไหวและส่งเสียง ซึ่งช่วยพัฒนาการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่างตากับมือ

คุณรู้หรือไม่?

การ สัมผัสสามารถช่วยให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ 3 สิ่งที่สำคัญ คือ ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย การมีส่วนร่วมในโลกรอบๆ ตัว และการสื่อสาร ลูกจะตอบสนองการสัมผัสของคุณ ดังนั้น หมั่นกอดลูกให้บ่อยๆ 

พัฒนาการเด็ก - วัย 2 เดือน

ลูกน้อยรู้จักคุณแม่แล้ว
ลูกจะเริ่มคุ้นเคยกับอ้อมกอดของแม่แล้ว และอาจส่งเสียงร้องถ้าคนที่อุ้มไม่ใช่แม่ ลูกจะแกว่งแขนถีบขาเมื่อถูกกระตุ้นหรือรู้สึกตื่นเต้น และมีความสุขกับการดูดนิ้วหรือนิ้วหัวแม่มือด้วย

การให้นมทารก
ปัญหาในการให้นมยังอาจพบได้ทั่วไปในวัยนี้ บางคนอาจร้องโคลิก คือร้องติดต่อกันนานในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งมักเกิดขึ้นกับทารกวัย 1-4 เดือน แต่เด็กที่ร้องโคลิกจะไม่มีอาการเจ็บป่วยตามมา เขาจะสบายเป็นปกติหลังจากหยุดร้องไห้แล้ว คุณแม่สามารถดูคำแนะนำเกี่ยวกับการปลอบโยนทารกที่ร้องโคลิกในบทความเรื่อง การร้องโคลิก เพื่อช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น

ลูกน้อยเริ่มยกศีรษะขึ้นได้แล้ว
ร่างกายของลูกเริ่มยืดตรง หากคุณจับลูกนอนคว่ำ ในไม่ช้าลูกจะสามารถยกศีรษะขึ้นจากเบาะและยกค้างไว้อย่างนั้นสักครู่หนึ่ง

วิธีสื่อสารของลูก
ถึงแม้ว่าลูกจะยังพูดเป็นคำๆ ไม่ได้ แต่ลูกก็เริ่มเรียนรู้วิธีที่จะสื่อสารแล้ว ลูกจะชอบฟังเสียงของแม่มากที่สุด และเมื่อลูกน้อยได้ยินเสียงคุณ เขาก็มักจะหันหาและส่งเสียงตอบทันที

ค้นพบมือของตัวเอง
ปฏิกิริยาสะท้อนกลับในการกำวัตถุที่อยู่ในมือโดยอัตโนมัติเริ่มลดลง ลูกจะเริ่มสนใจกับมือ 2 ข้างที่ตัวเองเพิ่งค้นพบ และจะใช้มือทั้งสอง(รวมทั้งปาก)ในการสำรวจสิ่งของแปลกใหม่รอบๆ ตัว

คุณรู้หรือไม่?

พัฒนาการด้านร่างกายของลูกจะเริ่มตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า โดยอันดับแรกลูกจะฝึกกล้ามเนื้อคอ ให้สามารถยกศีรษะขึ้นจากเบาะตามด้วยไหล่ทั้งสองข้าง หน้าอก และหลังส่วนล่างและจะพัฒนาขาทั้งสองข้างเป็นอันดับสุดท้าย ​

พัฒนาการเด็ก - วัย 1 เดือน

จากแรกเกิดถึงวัย 1 เดือน
ลูกของคุณเริ่มโตขึ้นและดูไม่เหมือนทารกแรกเกิดแล้ว ช่วงวัยนี้ ลูกจะสามารถยกศีรษะขึ้นจากเบาะได้ช่วงสั้นๆ เวลานอนคว่ำ มือยังคงกำแน่นและจะกำอัตโนมัติเมื่อคุณสอดอะไรเข้าในมือซึ่งเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับโดยธรรมชาติที่ทารกทุกคนมีมาแต่เกิด

การให้นมทารก
ทารกส่วนใหญ่จะเข้าสู่ช่วงโตเร็วเมื่ออายุได้ราว 6 สัปดาห์ นั่นคือ ลูกจะหิวบ่อยขึ้นกว่าเดิม และจะเป็นสัก 2-3 วัน คุณแม่ควรเพิ่มความถี่ในการให้นมลูกเท่านั้นพอ หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน คุณแม่ก็จะสามารถกลับมาให้นมตามตารางเวลาเดิมได้อีกครั้ง

วิธีสื่อสารของลูก
การร้องไห้ยังคงเป็นวิธีที่ลูกใช้สื่อกับคุณ แม้ว่าลูกจะสามารถเล่นเสียงต่างๆ ได้บ้างแล้ว เช่น ทำเสียงในลำคอ คำราม และส่งเสียงฮัมเบาๆ เมื่อรู้สึกสบายและพึงพอใจ

การมองเห็น
ลูกวัยหนึ่งเดือนสามารถมองเห็นได้ดีขึ้นและไกลขึ้น แม้ว่าจะยังมีขอบเขตจำกัดก็ตาม ลูกจะสนใจมองของ 2 อย่างเป็นพิเศษคือ ใบหน้าคน โดยเฉพาะหน้าแม่ และสิ่งที่เคลื่อนไหวได้

คุณรู้หรือไม่?

เมื่อลูกน้อยยิ้ม ลูกอาจตั้งใจจะยิ้มให้คุณจริงๆ ลูกยิ้มอย่างมีความหมายเมื่อเขายิ้มทั้งใบหน้าและนัยน์ตาเพื่อสื่อให้คุณรู้ว่าเขากำลังพอใจและมีความสุข ลูกจะยิ้มอย่างมีความหมายเมื่อพร้อม


คุณสามารถกระตุ้นให้ลูกยิ้มได้ด้วยการกอด จั๊กจี้ หรือเล่นกับเขาลูกจะชอบอยู่ใกล้ชิดกับคุณ ดังนั้น คุณแม่อาจเล่นกับลูกด้วยการขยับแขนขาของลูกเบาๆ และนวดสัมผัส โอบกอดลูกในระหว่างให้นมหรืออุ้มกล่อมลูก จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นเพราะได้รับความรักและสานสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

พัฒนาการเด็ก - วัยทารกแรกเกิด

2 – 3 สัปดาห์แรก
ช่วงสัปดาห์แรกหลังจากที่ลูกน้อยเกิดมาเป็นเวลาที่ลูกต้องปรับตัวและทำความคุ้นเคยกับโลกใหม่

มีปฏิกิริยาสะท้อนกลับตามธรรมชาติ
ทารกเกิดมาพร้อมกับปฏิกิริยาสะท้อนกลับตามธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่การมองเห็นจะดีขึ้นและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ลูกจะกำมือแน่นเมื่อใส่ของในมือและจะหันไปหาทันทีเมื่อถูกเขี่ยที่แก้ม รวมทั้งจะดูดของที่เข้าไปในปาก

วิธีสื่อสาร
วิธีหลักของลูกน้อยในช่วงนี้ก็คือ การร้องไห้ ยิ่งคุณตอบสนองลูกเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้ลูกว่ามีคนรับฟังและใส่ใจดูแลอยู่ ทำให้ทารกรู้สึกมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น แล้วไม่นานคุณก็จะเรียนรู้เองว่าลูกร้องไห้เพราะอะไร

การมองเห็น
ทารกแรกเกิดยังมองเห็นได้ไม่ชัดนัก โดยสามารถมองเห็นได้ในระยะ 8-10 นิ้ว หรือช่วงห่างระหว่างสายตาลูกกับใบหน้าแม่ขณะอุ้มให้นมลูก และต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน สายตาจึงจะพัฒนาได้เต็มที่จนสามารถมองเห็นความลึกของวัตถุและเห็นสีสันต่างๆ ได้

การนวดสัมผัสทารกแรกเกิด
การนวดสัมผัสเป็นวิธีที่ดีมากในการช่วยให้ลูกน้อยแรกเกิดของคุณผ่อนคลาย อีกทั้งยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ทางใจระหว่างคุณกับลูก เริ่มต้นด้วยการนวดเบาๆอย่างอ่อนโยน ลูกจะแสดงอาการให้คุณทราบถ้ารู้สึกไม่สบายตัว ส่วนใหญ่ลูกมักจะผลอยหลับไประหว่างการนวดหรือทันทีที่นวดเสร็จ ดังนั้น จึงเหมาะที่จะนวดให้ลูกก่อนเวลานอนหรือหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ควรใช้แต่น้ำมันบริสุทธิ์ตามธรรมชาติเพราะลูกอาจเผลอดูดกลืนน้ำมันเข้าไปได้ เช่น น้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ซึ่งปลอดภัยและอ่อนโยนสำหรับผิวทารกและที่สำคัญเป็นน้ำมันที่ใช้รับประทานได้​
​​​​​

พัฒนาการเด็กวัย 2 สัปดาห์


ตอนอยู่ในท้องของเราเขารู้สึกอบอุ่นและสบายตัวสุดๆ แต่พอออกมาเจอโลกภายนอกเราก็ต้อง ให้เวลาเขาปรับตัวหน่อยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมองเห็น เสียงที่ได้ยิน และความรู้สึก ต่างๆ กับโลกใหม่ แรกๆ เขาก็เลยอาจนอนหลับทั้งวัน ไม่ค่อยส่งเสียงร้องอะไรเท่าไหร่ หรือแม้ แต่การขยับตัวแสดงท่าทางต่างๆ ก็ยังมีน้อยอยู่ค่ะ อย่างเดียวที่จะรู้ได้ก็คือเวลาที่เขาร้องไห้ แต่เราก็สามารถสื่อสารกับเขาด้วยการสัมผัสและพูดกับเขาได้นะคะ ถึงเขาจะสื่อสารตอบเรา ไม่ได้ แต่เขาก็รู้สึกได้ค่ะ อีกอย่างก็คือเขาจะเริ่มรู้แล้วว่าเสียงคุณแม่แตกต่างจากเสียงคนอื่นที่ ได้ยินยังไงนอกจากนี้เขายังชอบเอามือคว้านั่นคว้านี่ ชอบให้กอด หอม เขย่าตัว นวดเบาๆ แล้ว ก็อุ้มค่ะ เวลาได้ยินเสียงเราแล้วอยากคุยด้วย เขาก็จะส่งเสียงอ้อๆ แอ้ๆ มาทักทายด้วยค่ะ



เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าตัวเล็กในวัยนี้บ้าง?

• อะไรๆ ก็กลัวไปหมด
ก็เพราะเขายังไม่คุ้นกับโลกใหม่ใบนี้เท่าไหร่ คงต้องใช้เวลาปรับตัวสักนิดกว่าเขาจะชินกับสภาพ แวดล้อมข้างนอกที่เขาเพิ่งเจอ ดูแลเขาแบบใกล้ชิด การอุ้ม กอดรัด แสดงความรักกับเขามากๆ นะคะ เดี๋ยวเขาก็หายกลัวได้เองล่ะค่ะ

• โคลิก
มาแล้วค่ะอาการร้องไห้ไม่หยุดของเด็กวัยนี้ หรือที่เรียกว่า “โคลิก” เขาสามารถร้องไห้นานกว่า 3 ชั่วโมงโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และสามารถลุกขึ้นมาร้องไห้ตอนไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นตั้งแต่ช่วง 6 โมงเย็นและเที่ยงคืนค่ะ ช่วงนี้คุณแม่อย่างเราคงต้องอดทนหน่อยนะคะ จำไว้ ว่า เขาเองก็คงไม่อยากร้องไห้แบบนี้เหมือนกันล่ะค่ะ

Do you know?
60 % ของเด็กส่วนใหญ่จะหายจากอาการโคลิกภายใน 3 เดือน แต่อีก 90% ต้องใช้เวลา 4 เดือน ถึงจะดีขึ้นค่ะ

• สายสะดือ
ตอนคลอดใหม่ๆ คุณหมอเพิ่งตัดสายสะดือออก อาจทำให้สะดือของเจ้าตัวเล็กยังไม่แห้งเท่าที่ ควร ช่วงแรกๆ แบบนี้คุณแม่อย่างเราอาบน้ำให้ลูกแล้วใช้คัตตั้นบัดชุบน้ำเกลือเช็ดทำความสะอาด สะดือด้วยทุกครั้ง ใช้วิธีเอาฟองน้ำเช็ดตัวให้เขาแทนจะดีกว่า แผลจะได้หายไวด้วยค่ะ

• งอแงเพราะตื่นกลัว
แรกๆ เราอาจรู้สึกว่าทำไมเจ้าตัวเล็กของเรางอแงจังเลย สาเหตุก็มาจากว่าเขายังไม่คุ้นเคยกับ สภาพแวดล้อมข้างนอกนั่นเองล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเสียงแปลกๆ ใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยได้ยิน แสงสว่าง ที่อาจที่ทำให้เขาแสบตา พอไม่คุ้นเขาก็เลยงอแงขึ้นที คุณแม่อย่างเราก็ลองนวดเขาเบาๆ อุ้มเขา หรือไกวเปลไปมา เขาจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นได้ค่ะ เพราะเขาสื่อสารได้อย่างเดียว ก็คือการร้อง ไห้ค่ะ

สมุนไพรแก้คัดจมูก

ภูมิแพ้

สมุนไพรแก้คัดจมูก (ชีวจิต)

          สาเหตุ สำคัญของอาการคัดจมูกมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส และยังอาจเกิดจากภาวะภูมิแพ้หรือการใช้สเปรย์พ่นจมูกบ่อยเกินไป ซึ่งจะทำให้เยื่อบุผิวจมูกบวมและมีสิ่งคัดหลั่งไหลออกมา ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการช่วยเหลือตนเองของร่างกาย แต่มีข้อควรสังเกตก็คือ อาการคัดจมูกที่เกิดจากการติดเชื้อมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้ ไอ และเจ็บคอ แต่ถ้าเกิดจากภาวะภูมิแพ้ จะมีน้ำมูกใส มีอาการจาม คันตา และมีน้ำตาไหลร่วมด้วย

สมุนไพรบรรเทาหวัดคัดจมูก

          อย่ามองข้ามสมุนไพรไทย ๆ รอบรั้วบ้านไปนะคะ เพราะยังมีสมุนไพรไทยหลากหลายชนิด ที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกและแก้ น้ำมูกไหลได้อย่างดี เริ่มต้นจาก

          พริก ใช้ ต้นพริก (ยกเว้นเม็ดพริก) ล้างน้ำให้สะอาด สับเป็นท่อนสั้น ๆ และตากแดดจนแห้ง ประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำเปล่า 1 ลิตร จนเดือด รินเฉพาะน้ำดื่มก่อนอาหาร ครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น จะช่วยให้คุณหายใจสะดวกขึ้นทันที

          ฟ้าทะลายโจร นำใบแก่และกิ่งสดล้างน้ำให้สะอาด สับเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 300 –500 กรัม (ปรับปริมาณได้ตามความต้องการ) ตากแดดให้แห้ง นำมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งเล็กน้อยปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดปลายก้อย หรือใส่แคปซูลเพื่อความสะดวกในการกิน ใช้รับประทานก่อนอาหารครั้งละ 3 เม็ด เช้า-เย็น ช่วยบรรเทาอาการหวัดคัดจมูกและแก้เจ็บคอได้

          หญ้าใต้ใบ ไม้ต้นเล็ก ๆ มีรสขมเย็น ใช้ต้นสดประมาณ 3 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นท่อนสั้น ๆ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร รอจนเดือด กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ ดื่มก่อนอาหาร ครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น แก้หวัดคัดจมูกและทำให้น้ำมูกแห้ง

          กระเทียม ควรปรุงอาหารด้วยกระเทียมจะช่วยลดอาการคัดจมูก หรือกินกระเทียมสด ๆ ครั้งละ 7 กลีบ พร้อมมื้ออาหาร ทุกวัน

          หอมเล็ก นำหอมเล็ก 1 หัว ปอกเปลือก กินพร้อมอาหารเป็นประจำทุกวัน จะช่วยป้องกันหวัดและบรรเทาอาการคัดจมูกได้ หรือถ้ายังไม่หาย ใช้หอมเล็ก 4-5 หัวทุบพอแตกต้มกับน้ำ 1 ลิตร รอเดือดยกลง เทน้ำใส่ชามใบใหญ่ จึงก้มหน้าลงให้ห่างชามพอประมาณ ใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะและชามไว้ สูดไอระเหยเข้าทางจมูกประมาณ 5-10 นาที จะรู้สึกโล่งจมูก นอกจากนี้ ยังใช้หอมเล็กต้มน้ำอาบแก้คัดจมูกได้เช่นกันค่ะ โดยนำหอมเล็ก 3 หัว ทุบพอแตก ใบมะขาม 1 กำมือ และเปลือกส้มโอประมาณครึ่งลูก ต้มกับน้ำ 3 ลิตร พอน้ำเดือดยกลง รอจนอุ่น (ทดสอบโดยใช้นิ้วจุ่มว่าร้อนไปหรือไม่) จึงอาบแทนน้ำเปล่า ด้วยสรรพคุณทางยาของสมุนไพรเหล่านี้จึงช่วยบรรเทาหวัดและลดน้ำมูก

          ขิง นำขิงแก่ 1 แง่ง หั่นเป็นแว่นบาง ๆ ต้มกับน้ำ 1 ลิตรประมาณ 5 นาที เสร็จแล้วตักขิงออก ดื่มขณะยังอุ่น ๆ ครั้งละ 1 แก้ว ช่วงเช้า กลาง และเย็น จะช่วยลดน้ำมูกได้

          ตะไคร้ ใช้ตะไคร้ 3-4 ต้น บุบให้แตก ต้มกับน้ำ 1 ลิตร จนเดือด ยกลง รินเฉพาะน้ำจิบบ่อย ๆ ตลอดวัน ช่วยแก้อาการน้ำมูกไหลจากหวัดได้เช่นกัน

โล่งจมูก ด้วยยาดมสูตรธรรมชาติ

          ส่วนผสมมีดังนี้ คือ เกล็ดสะระแหน่ (เมนทอล) หนัก 5 บาท (1 บาทเทียบเท่ากับน้ำหนัก 15 กรัม) การบูรหนัก 1 บาท และพิมเสนหนัก 1 บาท

          วิธีทำง่าย ๆ โดย ใช้ภาชนะที่เป็นแก้ว เช่น โหลแก้ว ใส่การบูรและพิมเสนลงไปก่อน หลังจากนั้นใส่เกร็ดสะระแหน่ตามไป ปิดฝาและเขย่าสักพักจนสารต่าง ๆ ละลายกลายเป็นน้ำ ตักแบ่งใส่ขวดแก้วขนาดเล็ก ไว้ใช้สูดดมแก้หวัดคัดจมูก และทำให้หายใจโล่งสบาย

หลากนิสัยควรรู้ เพื่อป้องกัน+ดูแลอาการคัดจมูก

          ทางที่ดีที่สุด คุณควรป้องกันตัวเองไว้ก่อน ด้วยวิธีดูแลรักษาตนเองที่เหมาะสม และหากเกิดมีอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหลไม่หยุดแล้ว อย่าลืมปรับพฤติกรรมเสียใหม่ เพื่อป้องกันมิให้อาการลุกลามหรือเกิดโรคแทรกซ้อน เริ่มต้นง่าย ๆ ดังนี้

          ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่และน้ำเปล่า โดยเฉพาะหลังใช้ห้องน้ำสาธารณะหรือในช่วงที่ต้องทำงาน หรืออยู่ร่วมกับคนป่วย

          อยู่ให้ห่างไกลจากบริเวณที่มีควันบุหรี่ ควันบุหรี่จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อช่องจมูก หรือถ้าคุณสูบบุหรี่อยู่ก็เป็นเวลาที่สมควรจะเลิกสูบบุหรี่แล้วค่ะ

          ไม่ควรสั่งน้ำมูกอย่างรุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดแรงดันย้อนกลับ จึงทำให้เชื้อไวรัสกลับขึ้นไปตามโพรงจมูกได้ ควรสั่งน้ำมูกจากรูจมูกทีละข้าง เพื่อให้มีแรงดันย้อนกลับน้อยที่สุด

          ถ้ารูจมูกเกิดการอักเสบแล้ว ควรทาวาสลินบาง ๆ รอบรูจมูกเพื่อป้องกันอาการแสบจมูก หรือใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ทำจากผ้าฝ้ายธรรมชาติ ชุบชาคาโมไมล์ประคบไว้สัก 1-2 นาที

          หากเป็นหวัดคัดจมูกควรพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่หักโหมงานเกินไป พร้อมกับกินอาหารที่มีประโยชน์ อย่างอาหารชีวจิต และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

"น้ำขิง" สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้

"น้ำขิง" สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้

การดื่มน้ำขิงอุ่นๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ อาการคัดจมูกและบรรเทาอาการหวัดได้ การใส่น้ำมะนาว แล้วน้ำผึ้งผสมกับชาขิงร้อนๆ ก็มีสรรพคุณเป็นยาที่ดีมากมาย รวมไปถึงอาการปวดท้องจากอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) ท้องอืดท้องเฟ้อ "การดื่มน้ำขิงอุ่นๆ ทุกเช้าสามารถช่วยให้ลำไส้ของคุณทำงานได้ดีมากขึ้น"

และการวิจัยของประเทศออสเตรเลียก็ค้นพบอีกว่าขิงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และอาจช่วยต่อต้านโรคเบาหวานได้

ขิง ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น รวมไปถึงการทำงานของช่องท้องและลำไส้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตและ หัวใจของเรา และอวัยวะเหล่านี้ก็จะทำงานดีขึ้นหากได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากขิง

ธรรมชาติบำบัดภูมิแพ้ โรคแย่ๆ ที่หมอจนปัญญา...ลองสมุนไพรไทยดูแล้วจะรู้ว่าเจ๋ง!

มอใบไม้เปิดประเด็นโรคที่หมอแผนปัจจุบันรักษาไม่หายอีกแล้ว ที่ผ่านมาโรคเบาหวาน ผมรับโทรศัพท์แทบทุกวันถึงความทุกข์ยากของผู้ป่วยเบาหวานที่รู้สึกเซ็ง เพราะรักษาด้วยยาฝรั่งยิ่งนานวันยิ่งแย่   สุดท้ายต้องล้างไตเป็นแถวเพราะเป็นโรคเรื้อรัง  ภูมิแพ้ก็เหมือนกัน...


เป็นโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยรู้สึกเบื่อหน่ายต่อชีวิตมาก  เป็นภูมิแพ้นั้นไม่ตาย แต่ชีวิตไร้ความสุข ไม่ต่างจากเบาหวานหรอก ภูมิแพ้มีหลายอย่าง แพ้อาหาร แพ้กลิ่น...แต่วันนี้จะพูดเรื่องแพ้อากาศ แพ้ฝุ่นละออง เพราะเป็นกันมาก และมีทีท่าว่าผู้ป่วยจะเพิ่มจำนวนขึ้น

การแพ้ฝุ่นละอองหรืออากาศ...ส่วนใหญ่ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวมักเป็นผู้ป่วยในสังคมเมือง
ยังไม่มีตัวเลขชัดเจนว่าคนไทยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้มากน้อยเพียงใด รู้แต่ว่าน่าจะหลายล้านคน เหตุที่ภาครัฐไม่สามารถรู้ถึงจำนวนผู้ป่วยภูมิแพ้ได้เพราะผู้ป่วยภูมิแพ้ ส่วนใหญ่ไม่ไปพบแพทย์ ผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ฝุ่นละอองหรือแพ้อากาศ มองอาการป่วยดังกล่าวเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อรู้สึกมีอาการขึ้นมาก็จะหายากินเอง กินยาจนเป็นความเคยชิน โดยหาทราบไม่ว่านี่คงไม่ใช่วิธีการถูกต้อง
ปัจจุบันโรคภูมิแพ้มีอัตราขยายตัวค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะในเด็กอ่อนจำนวนไม่น้อยเริ่มเป็นภูมิแพ้ ในเด็กวัยรุ่น ภูมิแพ้เหมือนโรคแฟชั่นที่เป็นกันแทบทุกครัวเรือน ในสถานศึกษามีเด็กนักเรียนเป็นภูมิแพ้เพิ่มจำนวนขึ้นตลอดเวลา

อาการของผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศหรือฝุ่นละออง...ผู้ป่วยมีอาการไอเรื้อรัง ไม่ได้ไออย่างน่ารังเกียจ แต่มันเป็นการไออย่างน่ารำคราญ แล้วยังมีอาการจามต่อเนื่องอีก โดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนนอนหรือตื่นนอน บางรายจามนับสิบครั้งกว่าจะล้มตัวลงนอนได้

ผู้ป่วยด้วยอาการภูมิแพ้อากาศและฝุ่นละออง ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเชื่องช้า อืดอาด และชอบนอน นอนเท่าไรเหมือนไม่อิ่ม พ่อแม่เรียกไม่อยากลุก ปลุกไม่อยากตื่น...โดยความเป็นจริงผู้ป่วยภูมิแพ้มักนอนไม่อิ่ม คือหลับไม่สนิทนั่นเอง ทั้งนี้เพราะระบบหายใจมีปัญหา
ก่อนหน้านี้เราพบผู้ป่วยภูมิแพ้อายุเกิน 20 ปีเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีผู้ป่วยภูมิแพ้อายุต่ำกว่า 15 ปีมากขึ้น ผู้ป่วยที่อายุน้อยมักเป็นผู้ป่วยที่ไม่ค่อยสนใจดูแลตัวเอง เพราะยังมีภูมิต้านทานดี จึงไม่เคร่งครัดในวินัยตัวเอง โดยอาการยังไม่แสดงออกนัก เป็นเพียงคัดจมูก มีน้ำมูกบ้าง ไม่ถึงกับมีไข้ หากบุตรหลานท่านมีปัญหาในโรคภูมิแพ้อย่างนี้ ท่านอย่าปล่อยให้ผ่านไปวันๆ เพราะโรคจะกำเริบ ในที่สุดต้องมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ที่จะแก้ยากในอนาคต
ยิ่งผู้ป่วยโรคภูมิแพ้เป็นโรคติดน้ำเย็น หมอใบไม้ก็ไม่รับให้บริการ...ปัญหานี้กับเด็กพูดยากมาก
น้ำเย็นเปรียบเหมือนของแสลง หากเลิกดื่มไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไปรักษากับหมอเทวดาจากสวรรค์ชั้นไหนก็ไม่สำเร็จ น้ำเย็นกับโรคภูมิแพ้ถือเป็น กติกาข้อแรกที่ต้องปฏิบัติ และช่างเป็นอะไรที่ยากเมื่อคนติดมันแล้ว

ของเย็นทุกชนิดเป็นพิษกับโรคภูมิแพ้ ทั้งขนมอย่างน้ำแข็งไสใส่น้ำหวาน ทับทิมกรอบ ไอศกรีม...ฯลฯ บางรายรู้ทั้งรู้ว่ารับประทานไม่ได้ แต่อดใจไม่ไหว ภูมิแพ้จึงกำเริบตลอด ยิ่งโรคนี้เป็นกับเด็กที่ยังอยู่ในวัยเรียน รักษาไปเหมือนเสียเวลาเปล่า เพราะเด็กยังไม่เข้าใจด้านวินัยการใช้ชีวิต...อาการภูมิแพ้นั้น
...ผู้ป่วยต้องไม่ดื่มน้ำเย็น และไม่รับประทานของเย็นทุกชนิด ...ห้ามนอนดึก ...ต้องหลีกเลี่ยงเครื่องนอนที่มีนุ่น ...ควรออกกำลังกายประจำ ...ระวังด้านอารมณ์ ...ฯลฯ ที่กล่าวมาทั้งหมดคือเงื่อนไขที่ผู้ป่วยต้องปฏิบัติ...แต่แทบไม่มีใครทำได้ เลย ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง ไม่ดื่มน้ำเย็นก็ว่าไม่สดชื่น ไม่ให้อดนอนก็บอกติดละครทีวี เด็กจะยุ่งกับอินเตอร์เน็ต แล้วไปโทษว่าเป็นปัญหาของสังคม ที่โลกปัจจุบันมันเป็นอย่างนั้น ใครอยู่บนโลกใบนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ หมอใบไม้บอกตามตรงว่าเซ็งจริงๆ กับเหตุผลไร้สาระ...สุดท้ายไปแก้ปัญหาปลายเหตุด้วยการกินยาแก้แพ้ กินจนเกิดผลข้างเคียงตามมา เช่น มึนงงตลอด...ปากเปื่อย...นอนไม่อิ่ม...อารมณ์เสียง่าย

ยาแก้แพ้มันหยุดอาการภูมิแพ้ไม่ได้หรอก หากผู้ป่วยยังละเมิดวินัยตนเอง ยาภูมิแพ้จะไม่สามารถช่วยท่านได้...มันเป็นอีกโรคที่แพทย์ไม่ทราบสาเหตุ โรคไม่ทราบสาเหตุต้องใช้วิธีทางธรรมชาติบำบัดเท่านั้น การรักษาแบบแผนปัจจุบันคือการรักษาไปตามอาการ มันไปไม่ถึงต้นสายปลายเหตุของโรค ซึ่งหากจะพูดคงยาวเหยียด เอาไว้ใครอยากรู้ว่าภูมิอากาศมาจากอะไร ให้โทร.มาคุยตามหมายเลขท้ายเรื่อง มาพูดเรื่องที่ว่าธรรมชาติบำบัดสู้อาการภูมิแพ้ได้อย่างไร

หมอใบไม้ยังคงใช้วิธีการปราณบำบัดเข้าไปจัดการกับโรคภูมิแพ้ ไม่ต่างจากการจัดการกับโรคอื่นๆ ขอยืนยันว่าวิธีของปราณบำบัด เป็นโอสถขนานวิเศษจริงๆ ที่สู้ได้สารพัดโรค...โดยผู้ป่วยไม่ต้องกินยา ไม่ต้องไปต่อคิวที่โรงพยาบาลคอยหมอจนแทบเป็นลม แต่ผู้ป่วยต้องมีวินัย มีความอดทน ไม่เช่นนั้นโรคอะไรก็ไม่หาย ซึ่งอาการภูมิแพ้ก็เช่นกัน

เงื่อนไขแรก...ผู้ป่วยภูมิแพ้นอนดึกไม่ได้ ยิ่งนอนดึกและตื่นเช้าด้วยเวลาพักผ่อนไม่เพียงพออาการภูมิแพ้ไม่มีหนทาง รักษาได้เลย บางรายเป็นพวกศรีธนญชัย บอกว่านอนดึกแล้วตื่นสาย นอนให้ได้ 8 ชั่วโมง ก็น่าช่วยได้ หมอใบไม้ลองแล้วกับผู้ป่วย ไม่เป็นผลแม้แต่รายเดียว...การที่ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเข้านอนแต่หัว ค่ำ นอนจนร่างกายได้รับการพักผ่อนเพียงพอ ผู้ป่วยทุกรายมีการตอบสนองดีขึ้น เหตุผลง่ายๆ การนอนหัวค่ำทำให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ เป็นข้อมูลพื้นฐานที่เราเรียนมาทั้งนั้น แต่ไม่สนใจกัน

คนเราต้องนอนและกินเป็นเวลา คนกินข้าวไม่เป็นเวลา แม้จะได้กินทุกวันไม่เคยอด แต่สุดท้ายต้องเป็นโรคกระเพาะ คนอดนอน นอนไม่เป็นเวลาเช่นกัน จะไม่มีวันสู้ภูมิแพ้ได้
เงื่อนไขที่สอง...ต้องใช้อาหารเป็นยา อาหารประเภทนี้ต้องเป็นพืช สมุนไพร หรือกึ่งสมุนไพร จำพวกเผ็ดร้อน จะช่วยแก้ปัญหาโรคภูมิแพ้ได้...ในที่นี้ขอแนะนำให้กิน "ขิง" ขิงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านของชาวตะวันออกส่วนใหญ่ ขิงเป็นมือปราบโรคภูมิแพ้ได้ชะงัด เพราะในขิงมีความเผ็ดร้อนที่พอดี หรือจะบอกว่าออกแนวร้อนแต่ไม่เผ็ดดูจะถูกต้องกว่า

ความร้อนของขิงเมื่อรับประทานขิงจะไปช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้ อบอุ่นตลอดเวลา ขิงจึงไปช่วยลดอาการไอ จาม และลดน้ำมูกได้...คุณสมบัติของขิงอีกอย่าง เมื่อขิงให้ความร้อน ขิงจึงเป็นตัวเปิดทางให้เลือดลมเดินได้สะดวก หมายถึงขิงไปเปิดเส้นเลือดให้สารอาหารไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เหมือนรถยนต์นั่นแหละ หากท่อส่งน้ำมันมีปัญหารถย่อมวิ่งได้ไม่ดี เครื่องยนต์สะดุดตลอดเวลา ก็ต้องพามันไปเข้าอู่ เมื่อร่างกายได้รับสารอาหาร ระบบการทำงานจึงไหลลื่นด้วยเหตุผลง่ายๆ ทางวิทยาศาสตร์
วิธีการรับประทานขิง...เมนูอาหารที่มีขิงประกอบค่อนข้างหลากหลาย ให้ทำกินบ่อยๆ อย่างเช่น หมูหรือไก่ผัดขิง มีเห็ดหูหนูด้วย ให้ใส่ขิงมากๆ หรือผัดผักอะไรให้ใส่ขิงลงไปด้วย ปลานึ่งก็ต้องมีขิง...สุดท้าย การทำน้ำขิงให้เป็นยา ใช้ขิงสด ปั่นหรือตำ คั้นน้ำเข้มข้น แล้วผสมน้ำผึ้ง มะนาว เกลือ ปรุงจนอร่อยถูกใจ ดื่มครั้งละ 1 อึก วันละ 4 มื้อ สัปดาห์แรกจะเห็นความเปลี่ยนแปลง ในหนึ่งเดือนลืมยาภูมิแพ้ได้เลย อาการไอจามแทบไม่พบแล้ว นอกจากไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีปัญหา...ข้อควรระวัง ห้ามดื่มน้ำขิงใส่น้ำตาลเด็ดขาด

สมุนไพรไทยของดีคู่ครัว ใช้มันให้เป็นประโยชน์อย่างคุ้มค่า รับรองว่ายาฝรั่งสู้ไม่ได้
ฉบับหน้า...ว่าต่อเรื่องการออกกำลังกายสำหรับโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะ ตามวิธีของปราณบำบัด เป็นโครงการเพื่อคนไทยไม่เรียกร้องเงินทอง หมอใบไม้ไม่ต้องการเห็นคนไทยป่วย สนใจก็โทร.มา 08-5151-8844 หรือโรคอะไรก็ได้ ไม่มีค่ารักษา ปรึกษาฟรีทุกเรื่อง หรือว่ายังไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจการทำน้ำขิงบำบัดโรคภูมิแพ้ ก็สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้

 
 
Support : | |
Copyright © 2014. Guide Baby Care - All Rights Reserved
Template Created by Published by
Proudly powered by Blogger