Latest Movie :
Recent Movies
 
Showing posts with label ภูมิแพ้. Show all posts
Showing posts with label ภูมิแพ้. Show all posts

สมุนไพรแก้คัดจมูก

ภูมิแพ้

สมุนไพรแก้คัดจมูก (ชีวจิต)

          สาเหตุ สำคัญของอาการคัดจมูกมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส และยังอาจเกิดจากภาวะภูมิแพ้หรือการใช้สเปรย์พ่นจมูกบ่อยเกินไป ซึ่งจะทำให้เยื่อบุผิวจมูกบวมและมีสิ่งคัดหลั่งไหลออกมา ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการช่วยเหลือตนเองของร่างกาย แต่มีข้อควรสังเกตก็คือ อาการคัดจมูกที่เกิดจากการติดเชื้อมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้ ไอ และเจ็บคอ แต่ถ้าเกิดจากภาวะภูมิแพ้ จะมีน้ำมูกใส มีอาการจาม คันตา และมีน้ำตาไหลร่วมด้วย

สมุนไพรบรรเทาหวัดคัดจมูก

          อย่ามองข้ามสมุนไพรไทย ๆ รอบรั้วบ้านไปนะคะ เพราะยังมีสมุนไพรไทยหลากหลายชนิด ที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกและแก้ น้ำมูกไหลได้อย่างดี เริ่มต้นจาก

          พริก ใช้ ต้นพริก (ยกเว้นเม็ดพริก) ล้างน้ำให้สะอาด สับเป็นท่อนสั้น ๆ และตากแดดจนแห้ง ประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำเปล่า 1 ลิตร จนเดือด รินเฉพาะน้ำดื่มก่อนอาหาร ครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น จะช่วยให้คุณหายใจสะดวกขึ้นทันที

          ฟ้าทะลายโจร นำใบแก่และกิ่งสดล้างน้ำให้สะอาด สับเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 300 –500 กรัม (ปรับปริมาณได้ตามความต้องการ) ตากแดดให้แห้ง นำมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งเล็กน้อยปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดปลายก้อย หรือใส่แคปซูลเพื่อความสะดวกในการกิน ใช้รับประทานก่อนอาหารครั้งละ 3 เม็ด เช้า-เย็น ช่วยบรรเทาอาการหวัดคัดจมูกและแก้เจ็บคอได้

          หญ้าใต้ใบ ไม้ต้นเล็ก ๆ มีรสขมเย็น ใช้ต้นสดประมาณ 3 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นท่อนสั้น ๆ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร รอจนเดือด กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ ดื่มก่อนอาหาร ครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น แก้หวัดคัดจมูกและทำให้น้ำมูกแห้ง

          กระเทียม ควรปรุงอาหารด้วยกระเทียมจะช่วยลดอาการคัดจมูก หรือกินกระเทียมสด ๆ ครั้งละ 7 กลีบ พร้อมมื้ออาหาร ทุกวัน

          หอมเล็ก นำหอมเล็ก 1 หัว ปอกเปลือก กินพร้อมอาหารเป็นประจำทุกวัน จะช่วยป้องกันหวัดและบรรเทาอาการคัดจมูกได้ หรือถ้ายังไม่หาย ใช้หอมเล็ก 4-5 หัวทุบพอแตกต้มกับน้ำ 1 ลิตร รอเดือดยกลง เทน้ำใส่ชามใบใหญ่ จึงก้มหน้าลงให้ห่างชามพอประมาณ ใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะและชามไว้ สูดไอระเหยเข้าทางจมูกประมาณ 5-10 นาที จะรู้สึกโล่งจมูก นอกจากนี้ ยังใช้หอมเล็กต้มน้ำอาบแก้คัดจมูกได้เช่นกันค่ะ โดยนำหอมเล็ก 3 หัว ทุบพอแตก ใบมะขาม 1 กำมือ และเปลือกส้มโอประมาณครึ่งลูก ต้มกับน้ำ 3 ลิตร พอน้ำเดือดยกลง รอจนอุ่น (ทดสอบโดยใช้นิ้วจุ่มว่าร้อนไปหรือไม่) จึงอาบแทนน้ำเปล่า ด้วยสรรพคุณทางยาของสมุนไพรเหล่านี้จึงช่วยบรรเทาหวัดและลดน้ำมูก

          ขิง นำขิงแก่ 1 แง่ง หั่นเป็นแว่นบาง ๆ ต้มกับน้ำ 1 ลิตรประมาณ 5 นาที เสร็จแล้วตักขิงออก ดื่มขณะยังอุ่น ๆ ครั้งละ 1 แก้ว ช่วงเช้า กลาง และเย็น จะช่วยลดน้ำมูกได้

          ตะไคร้ ใช้ตะไคร้ 3-4 ต้น บุบให้แตก ต้มกับน้ำ 1 ลิตร จนเดือด ยกลง รินเฉพาะน้ำจิบบ่อย ๆ ตลอดวัน ช่วยแก้อาการน้ำมูกไหลจากหวัดได้เช่นกัน

โล่งจมูก ด้วยยาดมสูตรธรรมชาติ

          ส่วนผสมมีดังนี้ คือ เกล็ดสะระแหน่ (เมนทอล) หนัก 5 บาท (1 บาทเทียบเท่ากับน้ำหนัก 15 กรัม) การบูรหนัก 1 บาท และพิมเสนหนัก 1 บาท

          วิธีทำง่าย ๆ โดย ใช้ภาชนะที่เป็นแก้ว เช่น โหลแก้ว ใส่การบูรและพิมเสนลงไปก่อน หลังจากนั้นใส่เกร็ดสะระแหน่ตามไป ปิดฝาและเขย่าสักพักจนสารต่าง ๆ ละลายกลายเป็นน้ำ ตักแบ่งใส่ขวดแก้วขนาดเล็ก ไว้ใช้สูดดมแก้หวัดคัดจมูก และทำให้หายใจโล่งสบาย

หลากนิสัยควรรู้ เพื่อป้องกัน+ดูแลอาการคัดจมูก

          ทางที่ดีที่สุด คุณควรป้องกันตัวเองไว้ก่อน ด้วยวิธีดูแลรักษาตนเองที่เหมาะสม และหากเกิดมีอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหลไม่หยุดแล้ว อย่าลืมปรับพฤติกรรมเสียใหม่ เพื่อป้องกันมิให้อาการลุกลามหรือเกิดโรคแทรกซ้อน เริ่มต้นง่าย ๆ ดังนี้

          ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่และน้ำเปล่า โดยเฉพาะหลังใช้ห้องน้ำสาธารณะหรือในช่วงที่ต้องทำงาน หรืออยู่ร่วมกับคนป่วย

          อยู่ให้ห่างไกลจากบริเวณที่มีควันบุหรี่ ควันบุหรี่จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อช่องจมูก หรือถ้าคุณสูบบุหรี่อยู่ก็เป็นเวลาที่สมควรจะเลิกสูบบุหรี่แล้วค่ะ

          ไม่ควรสั่งน้ำมูกอย่างรุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดแรงดันย้อนกลับ จึงทำให้เชื้อไวรัสกลับขึ้นไปตามโพรงจมูกได้ ควรสั่งน้ำมูกจากรูจมูกทีละข้าง เพื่อให้มีแรงดันย้อนกลับน้อยที่สุด

          ถ้ารูจมูกเกิดการอักเสบแล้ว ควรทาวาสลินบาง ๆ รอบรูจมูกเพื่อป้องกันอาการแสบจมูก หรือใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ทำจากผ้าฝ้ายธรรมชาติ ชุบชาคาโมไมล์ประคบไว้สัก 1-2 นาที

          หากเป็นหวัดคัดจมูกควรพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่หักโหมงานเกินไป พร้อมกับกินอาหารที่มีประโยชน์ อย่างอาหารชีวจิต และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

"น้ำขิง" สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้

"น้ำขิง" สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้

การดื่มน้ำขิงอุ่นๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ อาการคัดจมูกและบรรเทาอาการหวัดได้ การใส่น้ำมะนาว แล้วน้ำผึ้งผสมกับชาขิงร้อนๆ ก็มีสรรพคุณเป็นยาที่ดีมากมาย รวมไปถึงอาการปวดท้องจากอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) ท้องอืดท้องเฟ้อ "การดื่มน้ำขิงอุ่นๆ ทุกเช้าสามารถช่วยให้ลำไส้ของคุณทำงานได้ดีมากขึ้น"

และการวิจัยของประเทศออสเตรเลียก็ค้นพบอีกว่าขิงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และอาจช่วยต่อต้านโรคเบาหวานได้

ขิง ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น รวมไปถึงการทำงานของช่องท้องและลำไส้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตและ หัวใจของเรา และอวัยวะเหล่านี้ก็จะทำงานดีขึ้นหากได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากขิง

ธรรมชาติบำบัดภูมิแพ้ โรคแย่ๆ ที่หมอจนปัญญา...ลองสมุนไพรไทยดูแล้วจะรู้ว่าเจ๋ง!

มอใบไม้เปิดประเด็นโรคที่หมอแผนปัจจุบันรักษาไม่หายอีกแล้ว ที่ผ่านมาโรคเบาหวาน ผมรับโทรศัพท์แทบทุกวันถึงความทุกข์ยากของผู้ป่วยเบาหวานที่รู้สึกเซ็ง เพราะรักษาด้วยยาฝรั่งยิ่งนานวันยิ่งแย่   สุดท้ายต้องล้างไตเป็นแถวเพราะเป็นโรคเรื้อรัง  ภูมิแพ้ก็เหมือนกัน...


เป็นโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยรู้สึกเบื่อหน่ายต่อชีวิตมาก  เป็นภูมิแพ้นั้นไม่ตาย แต่ชีวิตไร้ความสุข ไม่ต่างจากเบาหวานหรอก ภูมิแพ้มีหลายอย่าง แพ้อาหาร แพ้กลิ่น...แต่วันนี้จะพูดเรื่องแพ้อากาศ แพ้ฝุ่นละออง เพราะเป็นกันมาก และมีทีท่าว่าผู้ป่วยจะเพิ่มจำนวนขึ้น

การแพ้ฝุ่นละอองหรืออากาศ...ส่วนใหญ่ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวมักเป็นผู้ป่วยในสังคมเมือง
ยังไม่มีตัวเลขชัดเจนว่าคนไทยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้มากน้อยเพียงใด รู้แต่ว่าน่าจะหลายล้านคน เหตุที่ภาครัฐไม่สามารถรู้ถึงจำนวนผู้ป่วยภูมิแพ้ได้เพราะผู้ป่วยภูมิแพ้ ส่วนใหญ่ไม่ไปพบแพทย์ ผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ฝุ่นละอองหรือแพ้อากาศ มองอาการป่วยดังกล่าวเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อรู้สึกมีอาการขึ้นมาก็จะหายากินเอง กินยาจนเป็นความเคยชิน โดยหาทราบไม่ว่านี่คงไม่ใช่วิธีการถูกต้อง
ปัจจุบันโรคภูมิแพ้มีอัตราขยายตัวค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะในเด็กอ่อนจำนวนไม่น้อยเริ่มเป็นภูมิแพ้ ในเด็กวัยรุ่น ภูมิแพ้เหมือนโรคแฟชั่นที่เป็นกันแทบทุกครัวเรือน ในสถานศึกษามีเด็กนักเรียนเป็นภูมิแพ้เพิ่มจำนวนขึ้นตลอดเวลา

อาการของผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศหรือฝุ่นละออง...ผู้ป่วยมีอาการไอเรื้อรัง ไม่ได้ไออย่างน่ารังเกียจ แต่มันเป็นการไออย่างน่ารำคราญ แล้วยังมีอาการจามต่อเนื่องอีก โดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนนอนหรือตื่นนอน บางรายจามนับสิบครั้งกว่าจะล้มตัวลงนอนได้

ผู้ป่วยด้วยอาการภูมิแพ้อากาศและฝุ่นละออง ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเชื่องช้า อืดอาด และชอบนอน นอนเท่าไรเหมือนไม่อิ่ม พ่อแม่เรียกไม่อยากลุก ปลุกไม่อยากตื่น...โดยความเป็นจริงผู้ป่วยภูมิแพ้มักนอนไม่อิ่ม คือหลับไม่สนิทนั่นเอง ทั้งนี้เพราะระบบหายใจมีปัญหา
ก่อนหน้านี้เราพบผู้ป่วยภูมิแพ้อายุเกิน 20 ปีเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีผู้ป่วยภูมิแพ้อายุต่ำกว่า 15 ปีมากขึ้น ผู้ป่วยที่อายุน้อยมักเป็นผู้ป่วยที่ไม่ค่อยสนใจดูแลตัวเอง เพราะยังมีภูมิต้านทานดี จึงไม่เคร่งครัดในวินัยตัวเอง โดยอาการยังไม่แสดงออกนัก เป็นเพียงคัดจมูก มีน้ำมูกบ้าง ไม่ถึงกับมีไข้ หากบุตรหลานท่านมีปัญหาในโรคภูมิแพ้อย่างนี้ ท่านอย่าปล่อยให้ผ่านไปวันๆ เพราะโรคจะกำเริบ ในที่สุดต้องมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ที่จะแก้ยากในอนาคต
ยิ่งผู้ป่วยโรคภูมิแพ้เป็นโรคติดน้ำเย็น หมอใบไม้ก็ไม่รับให้บริการ...ปัญหานี้กับเด็กพูดยากมาก
น้ำเย็นเปรียบเหมือนของแสลง หากเลิกดื่มไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไปรักษากับหมอเทวดาจากสวรรค์ชั้นไหนก็ไม่สำเร็จ น้ำเย็นกับโรคภูมิแพ้ถือเป็น กติกาข้อแรกที่ต้องปฏิบัติ และช่างเป็นอะไรที่ยากเมื่อคนติดมันแล้ว

ของเย็นทุกชนิดเป็นพิษกับโรคภูมิแพ้ ทั้งขนมอย่างน้ำแข็งไสใส่น้ำหวาน ทับทิมกรอบ ไอศกรีม...ฯลฯ บางรายรู้ทั้งรู้ว่ารับประทานไม่ได้ แต่อดใจไม่ไหว ภูมิแพ้จึงกำเริบตลอด ยิ่งโรคนี้เป็นกับเด็กที่ยังอยู่ในวัยเรียน รักษาไปเหมือนเสียเวลาเปล่า เพราะเด็กยังไม่เข้าใจด้านวินัยการใช้ชีวิต...อาการภูมิแพ้นั้น
...ผู้ป่วยต้องไม่ดื่มน้ำเย็น และไม่รับประทานของเย็นทุกชนิด ...ห้ามนอนดึก ...ต้องหลีกเลี่ยงเครื่องนอนที่มีนุ่น ...ควรออกกำลังกายประจำ ...ระวังด้านอารมณ์ ...ฯลฯ ที่กล่าวมาทั้งหมดคือเงื่อนไขที่ผู้ป่วยต้องปฏิบัติ...แต่แทบไม่มีใครทำได้ เลย ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง ไม่ดื่มน้ำเย็นก็ว่าไม่สดชื่น ไม่ให้อดนอนก็บอกติดละครทีวี เด็กจะยุ่งกับอินเตอร์เน็ต แล้วไปโทษว่าเป็นปัญหาของสังคม ที่โลกปัจจุบันมันเป็นอย่างนั้น ใครอยู่บนโลกใบนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ หมอใบไม้บอกตามตรงว่าเซ็งจริงๆ กับเหตุผลไร้สาระ...สุดท้ายไปแก้ปัญหาปลายเหตุด้วยการกินยาแก้แพ้ กินจนเกิดผลข้างเคียงตามมา เช่น มึนงงตลอด...ปากเปื่อย...นอนไม่อิ่ม...อารมณ์เสียง่าย

ยาแก้แพ้มันหยุดอาการภูมิแพ้ไม่ได้หรอก หากผู้ป่วยยังละเมิดวินัยตนเอง ยาภูมิแพ้จะไม่สามารถช่วยท่านได้...มันเป็นอีกโรคที่แพทย์ไม่ทราบสาเหตุ โรคไม่ทราบสาเหตุต้องใช้วิธีทางธรรมชาติบำบัดเท่านั้น การรักษาแบบแผนปัจจุบันคือการรักษาไปตามอาการ มันไปไม่ถึงต้นสายปลายเหตุของโรค ซึ่งหากจะพูดคงยาวเหยียด เอาไว้ใครอยากรู้ว่าภูมิอากาศมาจากอะไร ให้โทร.มาคุยตามหมายเลขท้ายเรื่อง มาพูดเรื่องที่ว่าธรรมชาติบำบัดสู้อาการภูมิแพ้ได้อย่างไร

หมอใบไม้ยังคงใช้วิธีการปราณบำบัดเข้าไปจัดการกับโรคภูมิแพ้ ไม่ต่างจากการจัดการกับโรคอื่นๆ ขอยืนยันว่าวิธีของปราณบำบัด เป็นโอสถขนานวิเศษจริงๆ ที่สู้ได้สารพัดโรค...โดยผู้ป่วยไม่ต้องกินยา ไม่ต้องไปต่อคิวที่โรงพยาบาลคอยหมอจนแทบเป็นลม แต่ผู้ป่วยต้องมีวินัย มีความอดทน ไม่เช่นนั้นโรคอะไรก็ไม่หาย ซึ่งอาการภูมิแพ้ก็เช่นกัน

เงื่อนไขแรก...ผู้ป่วยภูมิแพ้นอนดึกไม่ได้ ยิ่งนอนดึกและตื่นเช้าด้วยเวลาพักผ่อนไม่เพียงพออาการภูมิแพ้ไม่มีหนทาง รักษาได้เลย บางรายเป็นพวกศรีธนญชัย บอกว่านอนดึกแล้วตื่นสาย นอนให้ได้ 8 ชั่วโมง ก็น่าช่วยได้ หมอใบไม้ลองแล้วกับผู้ป่วย ไม่เป็นผลแม้แต่รายเดียว...การที่ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเข้านอนแต่หัว ค่ำ นอนจนร่างกายได้รับการพักผ่อนเพียงพอ ผู้ป่วยทุกรายมีการตอบสนองดีขึ้น เหตุผลง่ายๆ การนอนหัวค่ำทำให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ เป็นข้อมูลพื้นฐานที่เราเรียนมาทั้งนั้น แต่ไม่สนใจกัน

คนเราต้องนอนและกินเป็นเวลา คนกินข้าวไม่เป็นเวลา แม้จะได้กินทุกวันไม่เคยอด แต่สุดท้ายต้องเป็นโรคกระเพาะ คนอดนอน นอนไม่เป็นเวลาเช่นกัน จะไม่มีวันสู้ภูมิแพ้ได้
เงื่อนไขที่สอง...ต้องใช้อาหารเป็นยา อาหารประเภทนี้ต้องเป็นพืช สมุนไพร หรือกึ่งสมุนไพร จำพวกเผ็ดร้อน จะช่วยแก้ปัญหาโรคภูมิแพ้ได้...ในที่นี้ขอแนะนำให้กิน "ขิง" ขิงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านของชาวตะวันออกส่วนใหญ่ ขิงเป็นมือปราบโรคภูมิแพ้ได้ชะงัด เพราะในขิงมีความเผ็ดร้อนที่พอดี หรือจะบอกว่าออกแนวร้อนแต่ไม่เผ็ดดูจะถูกต้องกว่า

ความร้อนของขิงเมื่อรับประทานขิงจะไปช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้ อบอุ่นตลอดเวลา ขิงจึงไปช่วยลดอาการไอ จาม และลดน้ำมูกได้...คุณสมบัติของขิงอีกอย่าง เมื่อขิงให้ความร้อน ขิงจึงเป็นตัวเปิดทางให้เลือดลมเดินได้สะดวก หมายถึงขิงไปเปิดเส้นเลือดให้สารอาหารไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เหมือนรถยนต์นั่นแหละ หากท่อส่งน้ำมันมีปัญหารถย่อมวิ่งได้ไม่ดี เครื่องยนต์สะดุดตลอดเวลา ก็ต้องพามันไปเข้าอู่ เมื่อร่างกายได้รับสารอาหาร ระบบการทำงานจึงไหลลื่นด้วยเหตุผลง่ายๆ ทางวิทยาศาสตร์
วิธีการรับประทานขิง...เมนูอาหารที่มีขิงประกอบค่อนข้างหลากหลาย ให้ทำกินบ่อยๆ อย่างเช่น หมูหรือไก่ผัดขิง มีเห็ดหูหนูด้วย ให้ใส่ขิงมากๆ หรือผัดผักอะไรให้ใส่ขิงลงไปด้วย ปลานึ่งก็ต้องมีขิง...สุดท้าย การทำน้ำขิงให้เป็นยา ใช้ขิงสด ปั่นหรือตำ คั้นน้ำเข้มข้น แล้วผสมน้ำผึ้ง มะนาว เกลือ ปรุงจนอร่อยถูกใจ ดื่มครั้งละ 1 อึก วันละ 4 มื้อ สัปดาห์แรกจะเห็นความเปลี่ยนแปลง ในหนึ่งเดือนลืมยาภูมิแพ้ได้เลย อาการไอจามแทบไม่พบแล้ว นอกจากไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีปัญหา...ข้อควรระวัง ห้ามดื่มน้ำขิงใส่น้ำตาลเด็ดขาด

สมุนไพรไทยของดีคู่ครัว ใช้มันให้เป็นประโยชน์อย่างคุ้มค่า รับรองว่ายาฝรั่งสู้ไม่ได้
ฉบับหน้า...ว่าต่อเรื่องการออกกำลังกายสำหรับโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะ ตามวิธีของปราณบำบัด เป็นโครงการเพื่อคนไทยไม่เรียกร้องเงินทอง หมอใบไม้ไม่ต้องการเห็นคนไทยป่วย สนใจก็โทร.มา 08-5151-8844 หรือโรคอะไรก็ได้ ไม่มีค่ารักษา ปรึกษาฟรีทุกเรื่อง หรือว่ายังไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจการทำน้ำขิงบำบัดโรคภูมิแพ้ ก็สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้

สู้ภูมิแพ้แบบไม่ยอมแพ้

               อาการของภูมิแพ้ที่แสดงให้คุณเห็นในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคัดจมูก หายใจไม่ออก  จาม น้ำมูกไหล น้ำตาไหล  ตาแดง ถ่ายท้อง  ท้องผูก หรือแม้แต่อาการซึมเศร้า เครียด ความจำเสื่อม อาการเหล่านี้ล้วนแต่ไม่มีใครอยากเป็น  และยิ่งเลวร้าย ถ้าคุณคิดจะแก้ไขอาการพวกนี้ ด้วยยาแก้แพ้ เพราะยาจะมีผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย

                ภูมิแพ้ (allergy) หมายถึงปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อสารแปลกปลอม (allergen)  ถึงแม้ว่าสาเหตุที่น่าแน่นอนนั้นยังไม่สามารถสรุปได้ แต่เชื่อกันว่าอาจจะเกิดสาเหตุต่างๆ เช่น จากพันธุกรรม ความไม่สมดุลของฮอร์โมน ความเครียด สารพิษและความผิดปกติของตับและถุงน้ำดี   ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันภูมิแพ้ คือ หาว่าเราแพ้อะไร ( allergenของเราคืออะไร) แล้วพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งนั้น ตลอดจนลดความตึงเครียด เพื่อช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน   นอกจากนี้อาหารการกินในชีวิตประจำวันก็มีส่วนช่วยมากทีเดียว  เริ่มจากรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะมีฟลาวินอยท์ ( Flavinoids) ในรูปของเคอซิติน (Quercetin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านสิ่งแปลกปลอม พบได้ในหัวหอมใหญ่ สตรอเบอร์รี่ ผลไม้รสเปรี้ยว เพราะจะช่วยยับยั้งการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ  สำหรับคุณประโยชน์ของสารอาหารต้านภูมิแพ้ ได้แก่

v  วิตามินบี6  พบในพริกไทดำ

v  วิตามินซี : ช่วยลดระดับฮีสตามีนในกระแสเลือด  พบในผักใบเขียว ผลไม้รสเปรี้ยว แตงเมลอน

v  ไบโอฟลาวินอยด์ :ช่วยในการทำงานของวิตามินซี  พบได้ในผลไม้กลุ่มแตง  เบอร์รี่  ผลไม้รสเปรี้ยว

v  โยเกริ์ต ผลิตภัณฑ์หมักที่ใช้นม : ช่วยลดการสะสมสิ่งแปลกปลอมในทางเดินอาหาร

v  วิตามินอี : มีฤทธิ์ต้านฮีสตามีน  พบได้ในหน่อไม้ฝรั่ง ถั่ว ผักโขม ถั่วและเมล็ดธัญพืช

v  โมลิบดินัม  พบได้ใน ผักโขม กระเทียม กะหล่ำปลี

v  ฟลาวินอยด์  พบได้ในส้ม องุ่น เบอร์รี่

                เพียงกินกระเทียม 2 ก้านต่อวัน( นำมาปรุงด้วยการเผา หรือบด หรือคั้นน้ำก็ได้)  คุณก็จะได้รับโมลิบดินัมปริมาณสูงที่จะช่วยลดการอาการคัดจมูก  การอักเสบของไซนัสและยังช่วยในเรื่องของระบบย่อยอีกด้วย  แล้วตามด้วยน้ำรากขิงอีก 1 แก้วยิ่งดี จะช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ให้ดีขึ้น

                ควรหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ สี สเปรย์ยาฆ่าแมลง หรือแม้แต่ปากกาที่ผสมสารระเหยเช่น ปากกาเน้นข้อความ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นภาวะภูมิแพ้ได้

                นอกจากนี้การดื่มน้ำผัก-ผลไม้ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้อาการภูมิแพ้ของคุณดีขึ้นได้ในเวลาที่เร็วขึ้น เรามีอาหาร 12 อย่างที่อุดมไปด้วยสารดังกล่าวข้างต้นที่อยากแนะนำให้ ซึ่งสามารถนำมาคั้นเป็นน้ำผลไม้ หรือทำเป็นซุป หรืออาหารเหลวก็ได้  ซึ่งได้แก่ ผักโขม แครอท หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำดอก  กะหล่ำปลีสีเขียว  กระเทียม ส้ม แคนตาลูป หัวหอม เบอร์รี่ ผักชีฝรั่ง และคะน้า   และที่ลืมไม่ได้คือ การออกกำลังกายเพราะจะเป็นการช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกายอีกทางหนึ่ง 

เรียบเรียงจากหนังสือ Food as Medicine
 
 
Support : | |
Copyright © 2014. Guide Baby Care - All Rights Reserved
Template Created by Published by
Proudly powered by Blogger