Latest Movie :
Recent Movies
 
Showing posts with label มดลูก. Show all posts
Showing posts with label มดลูก. Show all posts

อาการที่เกิดจากมดลูกผิดปกติ

อาการที่เกิดจากมดลูกผิดปกติ



1.หน้าท้องกลม คล้ายกับคนท้องอ่อนๆ เนื่องจากมดลูกขยายตัวออก หรือหย่อน ทำให้ดันหน้าท้องและเอวของเราให้บวมขึ้น

2.ปวดท้องประจำเดือน ประจำดือนมีลํกษณะสีคล้ำ ออกมาเป็นลิ่มเลือด เนื่องจากมีสิ่งตกค้างอยู่ในมดลูก จึงทำให้มดลูกพยายาม บีบตัวเพื่อขับของเสียออกมาทำให้เราเกิดอาการปวดท้อง

3.มีกลิ่นภายใน ล้างก็ไม่หาย ติดเชื่อง่าย เพราะของเสียที่อยู่ภายใน เมื่อเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง แบคที่เรียก็จะไหลเข้าไปกินของเสียด้านใน ทำให้เกิดกลิ่นต่างๆ ไม่ว่าเราจะพยายามล้างยังไง กลิ่นก็จะกลับมาอีกภายในเวลาอันรวดเร็ว

4.มีระดูขาวหรือตกขาวตลอดทั้งเดือน เพราะปกติผู้หญิงเราจะมีระดูขาวก่อนมีประจำเดือน 2-3 วันเท่านั้น ถ้ามีหลังหมดประจำเดือนก็ถือว่าผิดปกติ

5.ช่องคลอดขยายตัวทำให้ไม่กระชับ หรือขาดความฟิต ซึ่งเป็นสาเหตุของครอบครัวแตกแยกในประเทศไทยกว่า 70% เพราะมดลูกเกิดการคลายตัวเพื่อขับของเสียที่ตกค้างอยู่ให้ออกไปทำให้ช่อง คลอดขยายตัว และไม่ฟิตตามไปด้วย

6.มดลูกต่ำ ทำ ให้มีเพศสัมพันธ์แล้วเจ็บ ซึ่งไม่ได้เจ็บจากการที่ไม่มีน้ำหล่อลื่น แต่เจ็บเพราะมดลูกถูกอวัยวะเผศชาย โดยตรงทำให้เกิดการอักเสบของมดลูก มดลูกต่ำเกิดได้กับผู้หญิงทุกคน สังเกตุได้จากหน้าท้องตรงส่วนใต้สะดือลงมาจะนูนคล้ายคนท้องอ่อนๆ

7.ผู้ที่มีปัญหาเรื่องพังผืด เนื้องอก ช็อกโกแลตซีส ในมดลูก ซึ่งเกิดจากมดลูกไม่ปกติซึ่งมีของเสียตกค้าง เมื่อของเสียอยู่ในร่งกายนานเข้า ก็จะกลายเป็นพังผืด เนื้องอก ช็อกโกแลตซีสและอาจจะกลายเป็นมะเร็งได้ในอนาคต

8.มีลมเข้าออกช่องคลอด สาเหตุ เนื่องจากมดลูกสั่งให้กล้ามเนื้อคลายตัว เพื่อขับของเสียออกจากมดลูก จึงทำให้ช่องคลอดหลวม มีเพศสัมพัธ์ หรือทำกิจกรรมบางอย่าง มีลมเข้า-ออก ช่องคลอด

9.กล้ามเนื้อหย่อนทั้งระบบ เช่น หน้าอก ถุงใต้ตาห้อย แก้มตก ร่องแก้ม คางย้อย ต้นแขน ต้นขา และอื่นๆ เพราะการมีของเสียในมดลูกเยอะ จึงทำให้สมองส่วนกลางสั่งงานให้กล้ามเนื้อ ส่วนใด ส่วนหนึ่งได้ จึงทำให้กล้ามเนื้อเกือบทั้งหมด หย่อน

10.หูรูดหย่อน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ถ้าเป็นข้อนี้ถือว่าเป็นมดลูกผิดปกติมากแล้ว อนาคตจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งและอาจต้องตัดมดลูกทิ้งได้

11.กลั้นปัสสาวะไม่ได้ เบ่งก็ไม่ออก เนื่องจากมดลูกลงมากดทับท่อปัสสาวะ และทำให้พื้นที่กระเพาะปัสสาวะเหลือน้อย จึงทำให้ปวดและปัสสาวะบ่อย

12.ติดลูกยาก เนื่องจากมดลูกมีของเสียเยอะ ทำให้มดลูมีการบิดตัวตลอดเวลา เมื่อตั้งท้องจึงมีโอกาสแท้งสูง

13.ประจำเดือนมาไม่ปกติ บางทีก็มาน้อย บางทีก็มามาก บางทีก็เลื่อนออกไป บางทีก็ไม่มาเลย 2-3 เดือนเพราะฮอร์โมนไม่ปกติ

14.ผิวสาก ไม่มีแวว ไม่สดใส ไม่เปล่งปลั่ง ไม่มีน้ำมีนวล หมองคล้ำ

15.ไม่มีสาปสาว หรือที่เรียกกันว่า ฟิโรโมน คือสารธรรมชาติที่จะหลั่งออกมาในสัตว์โลกทุกชนิด ซึ่งเป็นตัวที่ดึงดูดทางเพศนั่นเอง

สาเหตุที่ทำให้มดลูกผิดปกติ

1.เป็นคนขี้กลัว ตกใจง่าย และมีความเครียดสะสม

2.เคยผ่าคลอด ผ่าตัดทำหมัน หรือแท้งลูก ทางกายภาพถือว่ามดลูกเข้าอู่ยากมาก เนื่องจากเส้นประสาทได้ถูกตัดไป การประสารตัวของมดลูกจึงไม่เหมือนเดิม


3.เป็นคนที่คลอดบุตรเอง แต่ไม่ได้อยู่ไฟเพราะจะมีของเสีตกค้างในมดลูก


4.ทานเมล็ดพืชต่างๆมาก เช่น แตงโม ทานตะวัน ฟักทอง เป็นต้น น้ำมันของเมล็ดพืชเหล่านี้จะส่งผลให้ร่างกายสั่งให้กล้ามเนื้อคลายตัว จึงเป็นเหตุให้มดลูกหย่อน หรือผิดปกติ


5.ชอบทานของหม้กดอง เช่น มะม่วงดอง ผรั่งดอง ปลาร้า ปูดอง หน่อไม้ดอง ปลาส้ม เป็นต้น


6.ชอบทานน้ำมะพร้าว เพราะน้ำมะพร้าวเป็นอาหารโปรดของเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆ หากเรามีมดลูกผิดที่ผิดปกติ ปกติก็จะทำให้เชื้อโรคในร่างกายเราเติบโตได้เร็วและมากขึ้นด้วย


7.การไม่มีความสุขในเรื่องบนเตียง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเครียดสะสม ก็จะย้อนมาทำให้เกิดมดลูกผิดปกติได้

ข้อห้ามสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับมดลูก



1.น้ำมะพร้าว เนื่องจากน้ำเป็นอาหารของเชื้อโรคและแบคที่เรีย เมื่อคนที่มีอาการผิดปกติของมดลูก ร่างกายจะดึงน้ำมาขับของเสีย เมื่อเราทานน้ำมะพร้าวเข้าไป ร่างกายก็จะดึง น้ำมะพร้าวไปที่มดลูก ซึ่งยิ่งทำให้ เชื้อแบคทีเรียเจริญเติสโต ได้ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก แต่เมื่ออาการดีขึ้นก็สามารถทานได้

2.เมล็ดพืชต่างๆ เช่น เมล็ดฟักทอง แตงโม ดอกทานตะวัน เป็นต้น เพราะในเมล็ดพืชมีน้ำจำนวนมาก เมื่องร่างกายได้รับเข้าไป จะทำให้ขับน้ำมันเหล่านั้นออกมาและทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว

3.ของหมักดอง หากทานนานๆครั้ง ไม่เป็นไร แต่อย่าทานทุกวัน เพราะจะทำให้ร่างกายขับออกไม่ทัน ทำให้เกิดมดลูกหย่อนไ้ด้

4.น้ำอัดลม น้ำเย็น หากมดลูกอักเสบ ห้ามรับประทานจนกว่าจะดีขึ้น

5.หยุดอาหารเค็ม จะทำให้ผิวแห้งและทำให้น้ำมัน ขับออกทางผิวหนังไม่ได้

เราจะทราบได้อย่างไรคะว่า มดลูกเข้าอู่แล้ว?


ผ่าคลอดมาจะ 3 อาทิตย์แล้วค่ะ เราจะรู้ได้ยังไงคะ ว่ามดลูกเข้าที่แล้ว

เพราะว่าตอนนี้หน้าท้องยังใหญ่อยู่ค่ะ ถ้ามดลูกเข้าอู่แล้ว จะได้ทำใจว่า ท้องที่บวมๆ อยู่นั่นคือไขมัน จะได้ทำใจว่าต้องลดความอ้วน ตรงส่วนที่เหลือๆ หน้าท้องยื่นเหมือนคน 3 เดือนเลยคะ

และสอบถามเพิ่มเติมนะคะ ว่าตอนนี้สามารถใช้ครีมกระชับสัดส่วนได้หรือยังคะ ที่ทาแล้วอุ่นๆ ค่ะ กะว่าจะทาแล้วออกกำลังกายช่วยค่ะ เผื่อหน้าท้องจะยุบบ้าง (แนะนำยี่ห้อด้วยก็ดีค่ะ)

ขอบคุณค่ะ



ของเราคลอดเอง หลังคลอด 1 อาทิตย์ซื้อครอส์สอยู่ไฟ 7 วันของโรงพยาบาล เค้าก้อจะประคบ นวด อบสมุนไพร แล้วก้อคลำดูมดลูกว่าอยู่ตรงไหนแล้วก้อจะโกยให้มันเข้าที่ค่ะ สรุป 1 อาทิตย์ของเรามดลูกเข้าอู่ค่ะ


ตอนอยู่ไฟเคยถามคนที่ทับหม้อเกลือเค้าบอกว่าดูสะดือค่ะ ถ้ามดลูกเข้าอู่แล้วสะดือจะบุ๋มเหมือนเดิม

เราเป็นพยาบาลนะ ปกติมดลูกเราจะเข้าอู่ประมาณ 6 สัปดาห๋ คลำไม่พบทางหน้าท้อง

หมอต้องนัดตรวจหลังคลอด 6 สัปดาห์อยู่แล้ว
จากอาการที่ถามแล้วหมอได้รับคำตอบ จากการตรวจภายใน ก็รู้แล้วว่า มดลูกเข้าอู่หรือยัง
ไม่ต้องอัลตร้าซาวด์
ถ้าไปตรวจแล้วหมอตรวจอัลตร้าซาวด์ แสดงว่าหมอตรวจพบอะไรบางอย่างที่ทำให้สงสัย
หรือผู้รับการตรวจเกร็งมาก จนหมอตรวจไม่รู้เรื่อง

มดลูกเข้าอู่ใช้เวลา 6 สัปดาห์นับจากวันคลอด
อาการที่พอจะสังเกตได้คือ น้ำคาวปลาหมด ไม่ออกมาอีก ไม่มีตกขาวกลิ่นเหม็น ไม่ปวดท้อง
ยิ่งมีประจำเดือนออกมาด้วย ยิ่งชัด
แต่ถ้าให้นมแม่ มดลูกเข้าอู่แล้ว ประจำเดือนยังไม่มาก็ได้ ไม่ผิดปดติ


คุณพยาบาลเคยบอกตอนนอนที่ รพ. ว่า ถ้ายังคลำเจอเป็นก้อนแข็งที่ท้อง ก็แสดงว่ายังไม่เข้าอู่ค่ะ
มาคลำดูทุกวันเลยค่ะ เราลองคลำดูเอง จะรู้สึกว่ามันต่ำลงเรื่อยๆ น่ะค่ะ ถ้ายังคลำเจอแข็งๆ ก้อนๆ ก็รู้ละว่ายังไม่เข้าอู่

อยากให้เข้าอู่เร็วต้องให้ลูกดูดนมบ่อยๆด้วยนะคะ

หลังคลอดรกปุ๊บ หมอหรือพยาบาล ก็ฉีดยารัดมดลูกให้
มดลูกก็หดรัดตัวลงเรื่อยๆ น้ำคาวปลาก็ค่อยๆออกมาวันละนิดละหน่อย
จนหมด ถ้าน้ำคาวปลาหมดเมื่อไหร่ ไม่มีสีแดงสดออกมาอีก
ไม่ใช่ประจำเดือนนะคะ แสดงว่ามดลูกเข้าอู่หมดแล้วค่ะ
ไม่จำเป็นต้องหายาหรืออะไรมาช่วยหรอกค่ะ

ปล.หลังคลอดที่เห็นหน้าท้องใหญ่ๆนั่นคือ
กล้ามเนื้อหน้าท้อง และไขมันหน้าท้องคุณนั่นเอง
ไม่ใช่มดลูกค่ะ

โรคมดลูกเคลื่อน แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ มดลูกตะแคง มดลูกต่ำ และมดลูกลอย


 การนวดแบบราชสำนักเพื่อบำบัดกลุ่มอาการโรคทางระบบสืบพันธุ์หญิง
-          โรคมดลูกเคลื่อน แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ มดลูกตะแคง มดลูกต่ำ และมดลูกลอย

    มดลูกเคลื่อน เกิดได้ทั้งผู้หญิงที่แต่งงานและไม่แต่งงาน มีอาการ คือ ปวดบริเวณท้องน้อยบริเวณตำแหน่งมดลูกมาก เย็นปลายมือปลายเท้า มีตกขาว ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่คันช่องคลอด
        สาเหตุ 1)อุบัติเหตุ 2)การยกของหนักในระหว่างมีประจำเดือน 3)ความผิดปกติของความดันบริเวณท้องน้อย 4)การอักเสบของเส้นสิกขิณี
        การรักษา 1)นวดพื้นฐานขา เปิดประตูลม 2)นวดสัญญาณ 1-3 หลัง เน้นสัญญาณ 1 3)นวดสัญญาณ 1-3 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 3 4)นวดสัญญาณ 1 และ 2 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 2 5)นวดพื้นฐานท้อง ท่าแหวก ท่านาบ และท่าฝืน 6)นวดสัญญาณ 5 ท้อง
    มดลูกต่ำ อาการ คือ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่โดยไม่มีการอักเสบของทางเดินปัสสาวะเมื่อมีการเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง
        สาเหตุ 1)ความเสื่อมของร่างกาย 2)โรคอ้วน 3)คลอดบุตรมาก 4)กลั้นปัสสาวะบ่อย 5)ทำงานเกินกำลัง 6)อุบัติเหตุ
        การรักษา เหมือนการนวดรักษาของมดลูกเคลื่อน
    มดลูกลอย อาการ คือ มีการผายลมทางช่องคลอด ปวดหลังร้าวมาบริเวณท้องน้อย และไม่ทนร้อนทนหนาว
        สาเหตุ 1)ผู้หญิงหลังคลอด ไม่ได้อยู่ไฟ 2)สาเหตุคล้ายกับมดลูกตะแคงและมดลูกต่ำ
        การรักษา เหมือนการนวดรักษาของมดลูกต่ำ

-          โรคดานเลือด

    ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ได้แก่ 1)ผู้หญิงโสด 2)ประจำเดือนมาเร็ว ก่อนอายุ 12 ปี 3)ประจำเดือนมาผิดปกติ 4)ประจำเดือนไม่สามารถออกมานอกร่างกายได้ 5)มีบุตรยาก 6)มีประวัติคนในครอบครัว
    ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ได้แก่ 1)ปวดท้องน้อยเป็นประจำ 2)ปวดท้องประจำเดือนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน 3)มีบุตรยาก แท้งบ่อย ตั้งครรภ์นอกมดลูก 4)มีอาการของลำไส้แปรปรวน 5)ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือหลังจากมีเพศสัมพันธ์ 6)ปวดหลัง 7)ปวดร้าวลงขา 8)ปวดเวลาถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ 9)ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด
    สาเหตุ เกิดจาก กินของเย็นจัด ความเครียด หรือรับประทานยาบางชนิด อุบัติเหตุ ประจำเดือนตกค้าง เข้าสู่ช่วงวัยทอง มารดามีก้อนเลือดหรือน้ำคาวปลาตกค้างหลังคลอดบุตรและไม่ได้อยู่ไฟ
    การรักษา
        นวดพื้นฐานขา เปิดประตูลม
        นวดสัญญาณ 1-3 หลัง เน้นสัญญาณ 1
        นวดสัญญาณ 1-3 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 3
        นวดสัญญาณ 1 และ 2 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 2
        นวดพื้นฐานท้อง ท่าแหวก ท่านาบ
        นวดสัญญาณ 1 และ 2 ท้องร่วมกับท่านวดฝืน
        เปิดประตูลมและนวดสัญญาณ 5 ท้อง

-          โรคพรายเลือด-พรายย้ำ พบในผู้สูงอายุที่หลอดเลือดเปราะ และผู้หญิงก่อนมีประจำเดือน จัดอยู่ในโรคตระกูลลมปลายปัตคาต

    โรคพรายเลือด
        อาการ คือ ผิวหนังมีลักษณะเป็นผื่นแดง เป็นจ้ำแดงหรือเขียว มีอาการปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย
        การรักษา
            นวดพื้นฐานขา เปิดประตูลม
            นวดสัญญาณ 1-3 หลัง เน้นสัญญาณ 1
            นวดสัญญาณ 1-3 ขาด้านนอก เน้นสัญญาณ 3
            นวดสัญญาณ 1 และ 2 ขาด้านใน เน้นสัญญาณ 2
            นวดพื้นฐานท้อง ท่าแหวก ท่านาบ
            นวดสัญญาณ 1-5 ท้อง
            โรคพรายย้ำ
                อาการ คือ ผิวหนังเป็นผื่นแดง เป็นจ้ำแดงเข้มหรือม่วง มีอาการปวดแสบปวร้อนร่วมกับมีอาการคัน
                การรักษา เหมือนกับการรักษาโรคพรายเลือด

-          ปวดประจำเดือน แบ่งอาการปวด ได้เป็น 2 ชนิด คือ ปฐมภูมิ (ไม่ทราบสาเหตุ) และทุติยภูมิ (มีสาเหตุ)

    สาเหตุ ได้แก่ กินของเย็นจัดขณะมีประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมากผิดปกติ มีความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ มีอารมณ์อ่อนไหวง่ายหรือมีความเครียด
    การรักษา เหมือนการรักษา โรคพราย



10.2   การนวดไทยแบบเชลยศักดิ์เพื่อบำบัดกลุ่มอาการโรคทางระบบสืบพันธุ์

10.2.1        แนวของจุดและเส้นที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์

-          เส้นในประธานสิบที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ จะมีเส้นสิกขิณี ด้านหน้าและด้านหลัง และเส้นสุมนา (แก้ลมมหาสนุก)



10.2.2        การบำบัดรักษาโรคในระบบสืบพันธุ์บางโรค

-          โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

    การรักษา การนวดตามคัมภีร์โรคนิทาน ได้กล่าวถึงการนวดเพื่อแก้องคชาติตาย ให้นวด ตั้งแต่เหนือตาตุ่มข้างท้องน่อง นวดตามแนวหน้าแข้งไปตามสันแข้ง ถึงเข่า แล้วนวดแบบกร่อนปัตคาต ในบริเวณท้องน้อยและหน้าขา แล้วนวดหลังบริเวณก้นกบจนถึงเอวด้วยการคลึง อีกแบบหนึ่งให้นอนหงาย แล้วนวดเส้นใต้เส้นศูนย์ คือ เส้นใต้สะดือประมาณ 1 นิ้วครึ่ง ออกไปทางขวาเล็กน้อย นวดคลึงลงไปจนถึงหัวหน่าว เส้นนี้เรียกว่า เส้นนาคบาท (การนวดแบบนี้บางแห่งเรียกว่า นวดนาคราชคืนชีพ)

-          โรคกามตายด้าน

    การรักษา นวดพื้นฐานเพื่อคลายเครียดของร่างกายและจิตใจก่อน จึงทำการนวดกดจุดเอว (ด้านหลัง) จุดก้นกบ (จุดเทพ) (ด้านหลัง) จุดข้อพับ (ด้านหลัง) จุดตาตุ่ม (ด้านหลัง) จุดเอว (ด้านหลัง) จุดอก (ด้านหลัง) จุดท้ายทอย (ด้านหลัง) จุดท้องน้อย (ด้านหน้า) จุดอนันทะจักกะวัด (ด้านหน้า) และจุดเหนือตามตุ่มด้านใน (ด้านหน้า)

-          อาการชินชาทางเพศ

    การรักษา นวดพื้นฐานเพื่อผ่อนคลาย แล้วจึงทำการนวดกดจุดเอว จุดก้นกบ (จุดเทพ) จุดกลางแก้มก้น และจุดใต้แก้มก้น

-          ปวดประจำเดือน

    การรักษา นวดพื้นฐานขาและหลัง นวดขาด้านหลัง แนวต้นขาด้านหลัง และแนวหลัง นวดแนวต้นขาด้านหน้า แนวเชิงกราน จุดเหนือหัวเหน่า

 การนวดไทยแบบราชสำนักเพื่อบำบัดกลุ่มอาการโรคทางระบบสืบพันธุ์ชาย
-          โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ปัจจุบันเรียกว่า โรคอีดี อาจเกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกิน หรือยาบางอย่าง สำหรับสาเหตุทางกายที่พบ ได้แก่ ผู้เป็นโรคเบาหวาน ผู้เป็นโรคหัวใจและการไหลเวียนของเลือด และผู้สูงอายุ ในการบำบัดแบบราชสำนักเรียกโรคนี้ว่า “นกเขาไม่ขัน” หรือ “นาคราชคืนชีพ”

    การรักษา 1)นวดพื้นฐานขา เปิดประตูลม 2)นวดพื้นฐานหลังและนวดสัญญาณ 1-5 หลัง นวดแนวเส้นกระเบนเหน็บและขอบเชิงกรานด้านหลัง 3)นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านนอก 4)นวดสัญญาณ 1-5 ขาด้านใน 5)นวดพื้นฐานท้องท่าแหวก ท่านาบ ท่าฝืน 6)นวดสัญญาณ 1-5 ท้อง 7)นวดพื้นฐานแขนด้านในและด้านนอก 8)นวดพื้นฐานบ่าและสัญญาณ 4 และ 5 หลัง 9)นวดพื้นฐานโค้งคอ 10)นวดสัญญาณ 1,2 และ 5 ศีรษะด้านหลัง 11)จุดจอมประสาท

5 ปัจจัยเสี่ยงทำร้ายมดลูก

  ศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์ คุณาธิคม เลขาธิการราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย มาตอบคำถาม‘ปัญหาสุขภาพมดลูก’ อย่างกระจ่าง ...ดังนี้
   “สิ่งแรกๆ ที่ทำให้เราทราบว่าเกิดความผิดปกติกับมดลูกและระบบสืบพันธุ์ของสตรี คือ การเกิดเลือดออกผิดปกติ และประจำเดือนที่คลาดเคลื่อน หรือขาดหายไป ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากระบวนการทำงานของฮอร์โมนที่ผิดปกติ และมีต้นเหตุจากหลายประการ...”


  • ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ “ในกรณีที่พยาธิสภาพของรังไข่ของบางคนอาจมีการทำงานที่ผิดปกติอยู่แล้ว เช่น การทำงานของต่อมไทรอยด์อาจมีปัญหา จึงส่งผลให้การผลิตฮอร์โมนเพื่อมาควบคุมรังไข่ทำงานไม่เป็นไปตามปกติ ...นี่เป็นส่วนเดียวที่เราไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติได้ นอกเหนือจากนั้นเราต้องรู้จักดูแลตัวเองครับ”
  •  อ้วนเกิน-ผอมเกิน-เครียดเกิน “บางคนอ้วนมากเกินไป บางคนผอมเกินไป หรือ บางคนก็เคร่งแครียด และวิตกกังวลมากๆ ทั้งสามปัจจัยนี้อาจส่งผลให้ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนไปควบคุมการทำงานของรัง ไข่ทำงานได้ไม่เป็นปกติไปจนถึงยับยั้งการตกไข่ คนกลุ่มนี้จึงมักมีปัญหาประจำเดือนคลาดเคลื่อนไปจนถึงขาดหาย หรือมีเลือดออกผิดปกติได้”
  • ยา และอาหารทำร้ายมดลูก “ทุกวันนี้มีคนที่รับยา(ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ) หรือสารอาหารบางประเภทที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนผสมอยู่เยอะๆ ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้เป็นอีกเรื่องที่คอยระวัง เพราะอาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งโพรงมดลูกได้”

    นอกจากนี้คุณหมอสมบูรณ์บอกว่า การป่วยเป็นโรคเบาหวานก็ อาจส่งผลร้ายทำให้เป็นโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับมดลูกได้ สอดคล้องกับที่ดร.สาทิส อินทรกำแหง กูรูของชาวชีวจิตเคยอธิบายไว้ว่า การรับประทานอาหารหวาน หรือขนมหวานต่างๆ มากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นซีสต์ที่มดลูกหรือรังไข่ และนำมาซึ่งการเป็นมะเร็งเกี่ยวกับมดลูกได้ต่อไป ดังนั้นหากคุณผู้หญิงคนไหนชื่นชอบการทานขนมหวาน หรือกำลังประสบปัญหาโรคเบาหวานอยู่ ต้องดูแลระมัดระวังตัวเองให้ดีนะคะ
  • เพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ “การเกิดการอักเสบติดเชื้อภายในมดลูก จะเริ่มต้นมาจากการติดเชื้อที่ช่องคลอดก่อน แล้วเข้ามาสู่มดลูก ท่อนำไข่ (ปีกมดลูก) และรังไข่ ซึ่งเรียกโดยรวมว่าเป็นอาการ ‘อุ้งเชิงกรานอักเสบ’ ซึ่งส่วนใหญ่อาจมีผลมาจากการมีเพศสัมพันธุ์ที่เสี่ยง คือ คู่สมรสมีคู่นอนหลายคนทำให้โอกาสที่จะได้รับเชื้อบางอย่างที่ทำให้มีการ อักเสบนั้นเกิดได้สูง ยกเว้นเพียงในบางรายเท่านั้นที่เราพบว่ามีอาการไส้ติ่งอักเสบแล้วเรื้อรังมา อักเสบต่อยังปีกมดลูกได้”
‘ป้องกันและแก้ไข’ ให้มดลูกแข็งแรง
   “สำหรับคนที่ยังไม่เจ็บป่วย สุขภาพที่ดีของมดลูกเป็นผลโดยอ้อมจากการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้ สมบูรณ์แข็งแรงครับ เพราะเมื่อสุขภาพเราดี กินอาหารที่ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การทำงานของฮอร์โมนในร่างกายก็จะเป็นปกติ และส่งผลให้มดลูกและรังไข่มีการเปลี่ยนแปลงตามรอบเดือนได้อย่างที่ควรจะเป็น เช่นกัน” 
   “แต่สำหรับใครที่เกิดปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมา เราสามารถแก้ไขตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านั้นให้กลับมาเป็นปกติได้ ยกตัวอย่างเช่น คนที่น้ำหนักมากเกินก็ควรลดน้ำหนักลงมา ซึ่งเพียงคุณลดได้สักร้อยละ 5-10 จากน้ำหนักตัวเดิม ประจำเดือนก็จะเริ่มมาเป็นปกติขึ้นแล้วครับ” 
   “ส่วนเรื่องยาและอาหารเสริมที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนปริมาณมากก็ควรเลี่ยง และต้องดูแลสุขภาพให้ดี โดยเฉพาะหากเป็นโรคเบาหวานก็ต้องรักษาให้หายขาด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ”
   ต่อไปนี้เป็น ‘ท่าบริหารช่องคลอดเพื่อสุขภาพมดลูก และป้องกันกระบังลมหย่อน’ ที่คุณหมอแนะนำค่ะ
   “สำหรับคุณผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตร นอกจากบริหารเพื่อให้หน้าท้องและรูปร่างกลับมาสมส่วนเหมือนเดิมแล้ว การกายบริหารบริเวณช่องคลอดก็มีความสำคัญ เพราะสตรีที่คลอดลูกหลายครั้งมักมีอาการ ‘กระบังลมหย่อน’ หรือ ‘มดลูกหย่อน’ แต่แก้ไขได้ไม่ยาก คือ หลังจากแผลทำคลอดหายเจ็บแล้ว ให้ใช้ ‘วิธีขมิบก้นแล้วคลาย’ ซ้ำๆ ประมาณ 50-100 ครั้งต่อวัน สามารถทำได้แทบทุกเวลาแม้ทำกิจกรรมอื่นอยู่ การทำแบบนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่หย่อนอยู่บริเวณรอบๆ ผนังช่องคลอดแข็งแรงขึ้น”
   นอกจากนี้ เราขอแนะนำ ‘ท่าแถม’ ซึ่งเป็นท่าสุดท้ายของการรำกระบอง ที่ชาวชีวจิตทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีค่ะ ท่านี้ช่วยกระตุ้นการทำงานของอัณฑะและรังไข่ได้เป็นอย่างดี
   เริ่มจากยืนตัวตรง กางขาเล็กน้อย หลังจากนั้นนำกระบองมาไว้ด้านหลังลำตัวบริเวณเอวโดยใช้สองแขนคล้องเอาไว้ นำฝ่ามือมาประสานกันหรือวางราบตรงหน้าท้อง หลังจากนั้นเขย่งปลายให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ และลดตัวลงนั่งโดยยังเขย่งปลายเท้าอยู่ ตามองตรง หลังตรงไม่ก้ม และขย่มตัวให้ก้นแตะส้นเท้า 3 ครั้ง และค่อยๆ ยืนขึ้น ทำแบบนี้ประมาณ 20-30 ครั้งต่อวันค่ะ
   นอกจากการออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของมดลูกแล้ว คุณหมอสมบูรณ์ยังแนะนำว่า การอยู่แบบ ‘คู่สามี-ภรรยาเดียว’ ก็ช่วยแก้ปัญหาเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ทุกประเภท เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ต้องปฏิบัติจริงจัง จะพูดแต่เพียงลมปากไม่ได้ค่ะ
ไขข้อคาใจ ‘เรื่องเล่า’ เกี่ยวกับมดลูก
  • ทำไมคนวัย 40 ปีขึ้นไปจึง ‘ตัดมดลูก’ กันเยอะขึ้น

    “เหตุผล ที่คนวัย 40-45 ปีขึ้นไปผ่าตัดมดลูกกันเยอะ เป็นเพราะโรคที่เกี่ยวกับมดลูกนี้มักจะแสดงอาการเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไปแล้วเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในวัยรุ่น หรือวัยสาวมักจะไม่ค่อยเป็นกัน ส่วนเหตุผลที่ผู้ป่วยแต่ละคนจะ ‘ตัด’ หรือ ‘ไม่ตัด’ มดลูกนั้น ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ครับ” 

    “เราพิจารณาโรคที่เกี่ยวกับมดลูกออก เป็น ‘โรคที่ไม่ร้ายแรง’ ก็ได้แก่ เนื้องอกมดลูก และมดลูกหรืออุ้งเชิงกรานอักเสบ โรคพวกนี้ถือว่าไม่ร้ายแรง ส่วนใหญ่ทำการรักษาแต่ไม่ผ่าตัด ยกเว้นในกรณีที่บางโรคก่อความรำคาญหรือก่อปัญหาต่อสุขภาพมากๆ เช่น ในกรณีของมดลูกหรืออุ้งเชิงกรานอักเสบ หากทำให้ปวดท้องเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง เพราะมีพังผืดเยอะ รักษาด้วยยาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น หรือในกรณีของเนื้องอกในมดลูก หากมีขนาดใหญ่มาก หรือทำให้มีประจำเดือนมากๆ หรือไปกดเบียดทำให้ปัสสาวะไม่สะดวก กรณีเหล่านี้อาจจะมีการพิจารณาให้ผ่าตัดมดลูกได้เช่นกัน” 

    “ต่อมา คือ ‘โรคที่ร้ายแรง’ ได้แก่ โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โรคมะเร็งรังไข่ อันนี้ก็ต้องมีกระบวนการรักษาตามแบบของโรคมะเร็งต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีการผ่าตัดออกครับ”
  • นั่งยองๆ เป็นอันตรายต่อมดลูกจริงหรือ
    “ก็ เคยได้ยินเหมือนกันครับว่า หลายคนไม่กล้านั่งยองเพราะกลัวมดลูกหย่อน แต่จริงๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้มดลูกคนสตรีเกิดอาการ ‘หย่อน’ ได้นอกจากการคลอดบุตรแล้วก็ยังมีอีกหลายสาเหตุ เช่น คนที่ท้องผูกเรื้อรัง ไอเรื้อรัง หรือคนที่ยกของหนักเป็นประจำ (ไม่ว่าจะอยู่ในขณะนั่งยองหรือไม่) ก็จะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มสูงขึ้นจนไปดันให้มดลูกเคลื่อนตัวลงมาได้ แต่การนั่งยองๆ เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการยกของหนักร่วมด้วยไม่มีผลทำให้มดลูกหย่อนได้ ครับ” ...แต่คุณหมอบอกว่า ถ้าใครประสบปัญหานี้อยู่ไม่ต้องกังวล เคล็ดลับ ‘การบริหารช่องคลอด’ ที่แนะนำไปข้างต้นช่วยได้ค่ะ
  • ผ่าตัดคลอด VS. คลอดธรรมชาติ

    - ความเชื่อแรก แผลจากการคลอดธรรมชาติหายเร็วกว่าแผลจากการผ่าตัดคลอด’ “จริงๆ แล้ว ‘ลักษณะแผล’ ของทั้งสองวิธีนี้ต่างกันครับ คือแผลของการผ่าตัดคลอดเป็นแผลที่หน้าท้องกับผนังมดลูก และมักมีขนาดยาวกว่าแผลจากการคลอดธรรมชาติซึ่งเป็นแผลจากการผ่าที่ช่องคลอด ตำแหน่งเดียว จึงทำให้อาจหายช้ากว่าเท่านั้น แม้ว่าในอดีตแพทย์จะลงแผลผ่าตัดคลอดในแนวตรงทำให้แผลหายช้ากว่าบ้าง และต้องระวังมดลูกปริแตกได้ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป แต่ในปัจจุบันนี้แพทย์ส่วนใหญ่ลงแผลในแนวขวาง และลงในส่วนล่างของมดลูก แถมเทคนิคการผ่าตัดทุกวันนี้ก็ช่วยลดการเกิดพังผืดได้ ปัญหาเดิมๆ จึงไม่ค่อยมีแล้วครับ”

    - ความเชื่อต่อมา ‘คลอดธรรมชาติมดลูกเข้าอู่เร็วกว่าผ่าตัดคลอด’ “จริงๆ แล้วทั้งสองวิธีนี้ให้ผลไม่ต่างกันครับ เพราะโดยหลักการ การกลับคืนสู่ขนาดปกติของมดลูกก็ทำได้ในเวลาเท่ากัน เพียงแต่เมื่อผนังมดลูกเคยยืดตัวออกไปแล้วตอนคลอด ทำให้ไม่ว่าจะคลอดด้วยวิธีใดคุณแม่ก็จำเป็นต้องออกกำลังกาย และการบริหารอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเข้าที่อยู่ดี”
  • สารพัดข้อคาใจเรื่อง ‘วัคซีนเอชพีวี’ ปัจจุบันนี้มีการค้นพบแล้วว่า ไวรัสเอชพีวี (Human Papilloma Virus:HPV) หรือไวรัสหูดหงอนไก่ ที่ติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีหลายสายพันธุ์นั้น บางสายพันธุ์ (สายพันธุ์ที่ 16,18, 31, 33, 45, 52 และ 58) เป็นตัวการหลักทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก จึงได้มีการคิดค้นวัคซีนป้องกันไวรัสตัวนี้ขึ้นมาเพื่อเกราะป้องกันโรคร้าย ให้กับผู้ที่ได้รับวัคซีนต่อไป ทีนี้ก็มาถึงข้อความสงสัยมากมายของคุณสุภาพสตรี เรามีคำตอบจากคุณหมอมาฝากครบค่ะ

    - วัคซีนนี้ทำงานอย่างไร “วัคซีนชนิดนี้จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ตัวที่ 16 กับ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้บ่อยถึงประมาณร้อยละ 70 แต่จะได้ผลต้องฉีดกับคนที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อ หรือสรุปให้ง่ายว่า ต้องเป็นคนที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนเท่านั้นครับ”

    - ใครฉีดได้บ้าง “อย่างที่อธิบายไปแล้วว่า คนที่จะฉีดได้ต้องไม่เคยรับเชื้อไวรัสเอชพีวี มาก่อน จึงมีการกำหนดอายุของผู้ที่ควรฉีดอยู่ระหว่าง 9-26 ปี คือเป็นวัยที่คาดว่าจะยังไม่มีเพศสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริง หากคุณอายุ 34 ปี แต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์และกำลังจะแต่งงาน คุณก็ยังสามารถฉีดได้ไม่มีปัญหา ในทางกลับกัน แม้คุณอายุอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด แต่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์แล้วก็มีแนวโน้มที่ได้รับเชื้อไวรัสดังกล่าวแล้ว ด้วยเช่นกัน การฉีดวัคซีนจึงอาจไม่ช่วยอะไร และทำให้สิ้นเปลืองเปล่าๆ ครับ”

    - ‘ฉีดวัคซีนแล้ว ไม่ป่วยชัวร์!’ ...จริงหรือ “แม้วัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี ป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้เพียงร้อยละ 70 เฉพาะที่เกิดจากไวรัสชนิดนี้เท่านั้น แต่ต้องอย่าลืมว่ายังเหลืออีกร้อยละ 30 ที่วัคซีนป้องกันไม่ได้ ดังนั้นสุภาพสตรีทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว หรืออายุ 35 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก หรือที่เรียกว่า ‘การตรวจแป๊บสเมียร์’ เป็นประจำทุกปี ไม่ว่าจะเคยรับวัคซีนมาแล้วหรือไม่ก็ตาม เพื่อว่าหากมีเซลล์ผิดปกติที่มีแนวโน้มจะเป็นมะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้น จะได้รักษาแต่เนิ่นๆ ครับ”

    - มีลูกแล้ว มีเพศสัมพันธ์แล้วแต่ยังอยากฉีด จะทำได้ไหม “จริงๆ แล้วหากให้ตอบตามหลักการที่ถูกต้อง หากต้องการฉีดจริงๆ ก็ควรไปตรวจด้วยเทคนิคพีซีอาร์ (Polymerase Chain Reaction :PCR) เสียก่อนว่า คุณเคยติดเชื้อไวรัสเอชพีวีตัวที่ 16 และ 18 แล้วหรือยัง หากติดแล้ว ฉีดไปก็อาจไม่มีผลอะไรครับ”

มดลูกต่ำ

มดลูกต่ำ
              มดลูกต่ำ…ก็ คือภาวะที่มดลูกเคลื่อนตัวลงมาจากตำแหน่งปกติที่มันควรจะอยู่นั่นเองครับ ภาวะมดลูกต่ำเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็เป็นได้ ดูภายนอกไม่รู้หรอกครับว่าใครต่ำ ใครไม่ต่ำ ไม่มีใครมาเปิดหวอโชว์มดลูกให้ดูกันหรอก แต่รู้หรือเปล่าครับว่าผู้หญิงไทยเป็นมดลูกต่ำกันเกือบค่อนประเทศ ขนาดบางคนยังไม่รู้ตัวเลยครับว่ามดลูกต่ำหรือเปล่า


ลอง สังเกตดูง่ายๆ ก็ได้ ปกติแล้วช่องคลอดของผู้หญิงเราจะลึกเข้าไปข้างในประมาณ 3 นิ้ว ถ้าลองเอานิ้วสอดเข้าไปจนสุดนิ้วแล้ว…ควานไปควานมาจะเจอปากมดลูกเป็นจุกกลมๆ แข็งเด้งๆ เหมือนปลายจมูก หรือถ้าปากมดลูกอยู่สูงมากๆ ก็อาจจะควานหาไม่เจอ แต่ถ้ามดลูกต่ำแค่สอดนิ้วไปได้นิดเดียว ก็ถึงปากมดลูกแล้ว ถ้าต่ำมากๆ นั่งยองๆ ดู แล้วเบ่งท้อง บางทีปากมดลูกก็โผล่ออกมาสูดอากาศข้างนอกได้เลยครับ คนเฒ่าคนแก่ที่ลูกเยอะๆ คลอดกันเองตามบ้านแล้วไม่ได้เย็บแผล บางทีก็ลูกเยอะจนแทบไม่ต้องเบ่ง แค่ไอสองทีลูกก็เล็ดออกมาแล้ว ถ้าเป็นประเภทนี้แล้ว รับรองว่ามดลูกต่ำกันทั้งนั้น ดีไม่ดี นั่งเบ่งดู มดลูกอาจหลุดออกมาห้อยร่องแร่งข้างนอกเลยก็ได้…ไม่ได้โม้นะ
ปกติ ผู้หญิงทุกคนจะมีมดลูกติดตัวมาด้วย โดยมดลูกจะอยู่ภายในช่องท้องส่วนล่างที่เรียกว่า ท้องน้อยนั่นแหละครับ แล้วมดลูกก็เป็นอวัยวะที่แปลก คือมันไม่ได้ยึดติดแน่นกับอะไรชัดเจนเป็นเรื่องเป็นราว แต่จะห้อยแกว่งไปแกว่งมาในช่องท้อง ด้านล่างก็จะมีกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นตัวอุ้มรับเอาไว้ ด้านบนจะมีเส้นเอ็นปีกมดลูกดึงรั้งไว้
ผู้ชายน่ะช่องท้อง มันตันเบ่งยังไงแรงเบ่งมันก็ออกมาได้แค่ทางก้นอย่างเดียว แต่ในผู้หญิงนอกจากก้นแล้วยังมีช่องคลอดเป็นทางออกเพิ่มขึ้นมาอีกทาง แถมยังรูปกว้างกว่าก้นอีก กล้ามเนื้อหูรูดก็ไม่ได้รัดแน่นแข็งแรงเท่าก้น เวลาผู้หญิงเบ่งท้อง แรงเบ่งจะดันออกมาทางช่องคลอด ซะมากกว่าในผู้หญิงที่ยังไม่มีลูก กล้ามเนื้อโครงสร้างภายในยังเนี๊ยบอยู่ ช่องคลอดก็ยังไม่กว้าง เวลาเบ่งท้องมดลูกก็จะเป็นเหมือนจุกลงมาปิดก้นช่องคลอดด้านในไว้ กระบังลมที่แข็งแรงกับปีกมดลูก ที่หิ้วไว้ข้างบนก็จะช่วยยึดมดลูกไว้ไม่ให้ถูกแรงเบ่งดันหลุดลงไปในช่องคลอด ได้
มดลูกถ้ามันอยู่เฉยๆ ไม่ไปยุ่งอะไรกับมันก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไรหรอกครับ แต่เกิดมาเป็นผู้หญิง ก็มักมีอะไรมายุ่งกับมดลูกเราอยู่เรื่อย ที่สำคัญก็ตอนตั้งครรภ์กับตอนคลอดนี่แหละ ระหว่างที่ตั้งครรภ์มดลูกมันจะขยายขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ ปีกมดลูกก็จะถูกรั้งดึงขึ้นไปเรื่อยๆ พอคลอดปั๊บปีกมดลูกที่ถูกดึงยึดก็จะเกิดอาการหย่อนไปได้บ้าง
ใน เวลาเดียวกันตอนที่คลอดเองหัวของลูกก็มุดทะลุทะลวงผ่านกล้ามเนื้ออุ้ง เชิงกรานออกไป กล้ามเนื้อกระบังลมที่เคยตึงๆ ก็หย่อนยานเสียหายไปได้บ้าง ช่องคลอดของเดิมๆ ที่แคบๆ ก็กว้างกลวงขึ้นกว่าเดิ ช่วงหลังคลอดกระบังลมก็หย่อน ปีกมดลูกไม่รั้งตึง ช่องคลอดก็กว้างพอเบ่งท้องแรงๆ มดลูกก็เกือบจะแลบออกมาข้างนอกเลยครับ ฟังดูแล้วเดี๋ยวจะไม่ยอมคลอดเองขึ้นมา ที่จะเป็นปัญหาก็มักเป็นพวกที่คลอดเองแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ยอมออกกำลังกายบ้าง ถ้าบริหารกล้ามเนื้อกระบังลมดีๆ หน่อยก็จะกลับเข้าที่เองได้ภายในเวลาแค่สามเดือนเท่านั้นเอง

                            สาเหตุ ของมดลูกต่ำ เกิดจากการคลอดลูกแล้วไม่ได้บริหารร่างกายอย่างถูกต้องเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง ครับ นอกจากนั้นพวกที่ต้องทำงาน ยืนเยอะ เดินเยอะ ยกของหนัก เบ่งท้องบ่อยๆ ก็มีปัญหามดลูกต่ำได้ง่าย อาชีพพยาบาลนี่แหละที่เป็นกันเยอะ ในตำราฝรั่งเขาก็เขียนเอาไว้อย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้โม้เอาเองด้วย ก็พยาบาลต้องเดินเยอะ ต้องอุ้มคนไข้ขึ้นอุ้มคนไข้ลง ต้องเบ่งท้องกันบ่อยๆ มดลูกก็เลยต่ำกันเป็นแถวๆ พวกที่ไอบ่อยๆ ไอเรื้อรังก็ควรรีบๆ ไปรักษาให้หายเร็วๆ ด้วยเหมือนกัน เพราะเวลาไอมากๆ ก็จะมีแรงเบ่งลงไปทางช่องคลอด โครงสร้างที่รองรับต่างๆ ก็จะพลอยยืดหย่อนเสียหายไปหมด ยิ่งบางคนที่มีอาการไอจามแล้วปัสสาวะเล็ดร่วมด้วย รับรองได้เลยว่ามดลูกต่ำร้อยเปอร์เซ็นต์
คนอายุมาก ก็มีโอกาสเกิดมดลูกต่ำได้มากกว่าสาวๆ ยิ่งถ้าหมดประจำเดือนไปแล้วก็ยิ่งหย่อนได้ง่ายกว่าเก่า เมื่อร่างกายเราไม่สร้างฮอร์โมนแล้วเนื้อเยื่อต่างๆ ก็จะมีการเสื่อมสภาพลง เส้นเอ็นปีกมดลูก กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน รวมทั้งโครงสร้างภายในต่างๆ ก็แข็งแรงน้อยลง ยิ่งอายุสูงวัยขึ้นฉันใด มดลูกก็ยิ่งต่ำลงไปตามวัยด้วยฉันนั้น …อนิจจัง

ในคนที่เป็นมะเร็งเป็นเนื้อร้าย จะมีแบ่งว่าเป็นขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 …คนที่มดลูกต่ำก็ไม่น้อยหน้า มีแบ่งกันเป็นขั้นๆ ด้วยเหมือนกัน
มดลูกต่ำขั้นแรก มดลูกก็จะเลื่อนลงต่ำกว่าตำแหน่งปกติ แต่ยังไม่ถึงระดับเยื่อพรหมจารี
มดลูกต่ำขั้นที่สอง ปากมดลูกเลื่อนลงมาต่ำมากขึ้น จนถึงระดับเยื่อพรหมจารีพอดี
สมัย ก่อนตอนที่เป็นแพทย์ฝึกหัดต้องเรียน ต้องอ่านจากตำราฝรั่งทั้งนั้น อ่านถึงตรงนี้ทีไร อ่านแล้วอ่านอีกก็ยังอดหัวเราะไม่ได้ ก็ผู้หญิงที่ถึงขนาดกระบังลมหย่อน มดลูกเคลื่อนไปหมดแล้วนี่ รับรองได้เลยว่าคงไม่มีเยื่อพรหมจารีเหลือให้เห็นหรอกครับ คงมีแต่ร่องรอยว่าเคยมีเยื่อพรหมจารีอยู่ตรงนี้ซะมากกว่า
มดลูกต่ำขั้นที่สาม มดลูกต่ำจนปากมดลูกโผล่ออกมาสูดอากาศข้างนอกได้
มดลูกต่ำระยะสุดท้าย มดลูกจะหลุดห้อยออกมาข้างนอกทั้งพวง เรียกว่าห้อยร่องแร่งได้เลย
มดลูก ต่ำระยะแรกๆ อาจไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ครับ หรือถ้ามีก็มักมีอาการไม่มาก ยิ่งมดลูกต่ำลงมากก็ยิ่งมีอาการมาก แรกๆ อาจมีอาการเริ่มปัสสาวะลำบาก ไอจามปัสสาวะเล็ด อันปัสสาวะไม่ได้ เนื่องจากคนที่มดลูกต่ำมักมีปัญหากระบัลมหย่อนร่วมด้วย หูรูดของกระเพาะปัสสาวะก็เลยหย่อนตามไปด้วย เวลาเบ่งท้อง ไอจาม แรงรัดของหูรูดก็ไม่สามารถทนต่อแรงดันของปัสสาวะได้ เวลาไอจามเลยเล็ดทุกที บางคนเป็นหนักขนาดบางทีหัวเราะจนฉี่ราดเลยก็มี
ผู้หญิงคน ไหนพอให้ยกของหนักๆ แล้วชอบบ่นว่าปวดท้องน้อย ให้สันนิษฐานไว้เลยครับว่าช่องคลอดต้องกว้าง กระบังลมต้องหย่อนแน่ มดลูกก็เปรียบเสมือนจุกที่อุดอยู่ด้านในของช่องคลอด ถ้าช่องคลอดกว้าง กระบังลมหย่อน เวลาเบ่งท้อง หรือยกของหนัก มดลูกก็จะถูกเบ่งดันเลื่อนลงไปในช่องคลอด ส่งผลให้ไปรั้งดึงปีกมดลูกลงมาจนตึงเจ็บได้ …รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าเผลอไปบ่นกับใครเข้าล่ะว่ายกของหนักไม่ได้ ยกแล้วมันจะปวดท้องน้อย เดี๋ยวใครๆ เขาจะรู้กันหมอว่าช่องคลอดกว้าง
นอก จากจะเจ็บที่ปีกมดลูกแล้ว คนที่มดลูกต่ำบางคนก็อาจมีอาการถ่วงท้องน้อย เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่ปากช่องคลอด บางคนก็รู้สึกเหมือนจะมีอะไรหลุดออกมา ที่จะหลุดออกมาก็มดลูกจุกอยู่ข้างในนั่นเอง
               หลายคนคิดทะลึ่งหน่อยก็อาจสงสัยกันนะครับว่า นี่ถ้ามดลูกต่ำ เวลามีอะไรกันก็ใส่เข้าไปได้นิดเดียวเองสิ ที่จริงถ้าไม่เป็นมากถึงขนาดมดลูกหลุดออกมามันก็ไม่เป็นปัญหาอะไรมากหรอก ครับ หย่อนลงมาได้ก็ต้องดันขึ้นไปได้ เวลามีเพศสัมพันธ์ก็ยังใส่เข้าไปได้จนสุดเหมือนเดิม มดลูกก็จะถูกดันลอยขึ้นไปได้เอง ปัญหามันก็ไม่ได้อยู่ที่มดลูกมันจะต่ำแค่ไหนหรอกครับ แต่ปัญหามันอยู่ที่ช่องคลอดกว้างต่างหาก ช่องคลอดที่กว้างมันก็เลยไม่กระชับ ความรู้สึกเสียดสีก็น้อย ความพึงพอใจทางเพศก็ต่ำ ถ้านึกภาพไม่ออกก็ลองนึกภาพเอาสากกะเบือไปแกว่งในปากโอ่งก็แล้วกันครับ …คิดแล้วมันทรมานหัวใจเหลือเกิน
            ถ้ามดลูกต่ำไม่มากก็รักษาเองได้ไม่ยากเลยครับ พยายามหมั่นออกกกำลังกายอยู่เสมอ ให้กล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ กระชับแข็งแรง ที่สำคัญต้องบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยการขมิบทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 ทีขึ้นไป อดทนทำไปเรื่อยๆ รับรองภายใน 3 เดือน ช่องคลอดก็จะกลับมากระชับรัดแน่นเหมือนเดิม จนสามีแปลกใจ มดลูกก็ไม่ต่ำ ยกของหนักก็ไม่ปวดท้อง
    แต่ถ้ามดลูกต่ำจนเกือบโผล่ออกมาเกินกว่าที่การขมิบก้นจะช่วยได้ บางทีก็ต้องรักษาโดยการผ่าตัดครับ ที่เขาเรียกกันว่าทำรีแพร์นั่นเอง การรีแพร์จะทำให้ช่องคลอดแคบเล็กลง หูรูดรัดแน่นขึ้น เบ่งท้องมดลูกก็ไม่ไหลเลื่อนลงมา แล้วที่แน่ๆ …สามีชอบ เมื่อช่องคลอดแคบเล็กลง ความพึงพอใจทางเพศก็สูงขึ้น นี่ถ้ารีแพร์ไปแล้วพึงพอใจกันตลอด ใช้ไปนานๆ เข้าก็มีโอกาสกลับมาหย่อนเหมือนเดิมได้ นั่นก็แปลว่าถึงแม้จะผ่าตัดแก้ไข ก็ควรต้องออกกำลังกาย บริหารกระบังลมควบคู่กันไปด้วยเสมอ จะได้ใช้การได้นานๆ
หากในรายที่อายุมากแล้วไม่ รู้จะเก็บมดลูกเอาไว้ทำอะไร แถมมดลูกก็โผล่ออกมามากห้อยต่องแต่ง อย่างนี้ก็นิยมให้ผ่าตัดเอามดลูกออกซะเลย เก็บเอาไว้ก็เกะกะหว่างขาเปล่าๆ การผ่าตัดเอามดลูกที่ห้อยออกมา ออกนั้นไม่ได้ผ่าออกทางหน้าท้องนะครับ หมอจะผ่าตัดเอาที่ช่องคลอดเลย แล้วรีแพร์แถมให้อีกทีด้วย เจ็บไม่มากเหมือนผ่าท้องหรอกครับ แถมยังรู้สึกเหมือนกลับมาเป็นสาวอีกทีด้วย

ดูดูแล้วสาเหตุสำคัญที่สุดที่เป็นเหตุให้มดลูก ต่ำก็คือ การเสียหายจากการคลอดนั่นเองครับ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือหลังคลอดแล้ว คุณแม่ทุกคนต้องบริหารร่างกายให้เข้าที่ โดยเฉพาะการบริหารกระบังลม โดยการขมิบก้น ขมิบไปทุกวัน วันละอย่างน้อยสามสิบที ทำฟรีไม่มีใครคิดตังค์ แต่เชื่อหรือเปล่าครับว่า หลังคลอดร้อยคน มีคนทำอย่างที่ว่านี้ แค่ห้าหกคนก็ดีใจแล้ว ส่วนมากก็เลี้ยงลูกจนลืม ขี้เกียจ หาที่ขมิบกันจริงๆ จังๆ น้อยมาก นี่แหละครับที่ทำให้ผู้หญิงไทยเรามดลูกต่ำกันเกือบค่อนประเทศ …สงสัยคงต้องรณรงค์ขมิบก้นกันทั้งประเทศก็คงจะดีนะ

มดลูกเคลื่อนคืออะไรคะ ถ้าเป็นแล้วจะมีอาการอย่างไร

มดลูกเคลื่อนคืออะไรคะ  ถ้าเป็นแล้วจะมีอาการอย่างไร  อะไรเป็นข้อบ่งบอกว่าเป็นมดลูกเคลื่อน  การที่มดลูกเคลื่อนมีสาเหตุมาจากอะไร  ถ้าเป็นแล้วจะมีอันตรายไหมคะ  สามารถรักษาให้เป็นปกติได้หรือไม่  แล้วมดลูกคว่ำหรือมดลูกหงาย มีความหมายเดียวกับมดลูกเคลื่อนหรือไม่คะ 


มดลูกเคลื่อน
เป็นสภาวะที่เกิดกับตัวมดลูกที่ผิดปกติไป เกิดการบิดเบี้ยวไปจากรูปปกติ  อาการทั่วไป ปวดหลัง ปวดเอว ปวดท้องน้อย
มดลูกเคลื่อนมี ๓ ชนิด คือ ๑. มดลูกตะแคง ๒. มดลูกด่ำ ๓. มดลูกลอย
มดลูกตะแคง  เกิด จากอุบัติเหตุ หกล้ม ก้นกระแทก ตกจากที่สูง ยกของหนักเกินกำลัง โดยเฉพาะขณะมีรอบเดือนมา รวมถึงการอักเสบของเส้นสิขิณี เป็นได้ทั้งหญิงที่แต่งงานและไม่ได้แต่งงาน
                    อาการ อาการเริ่มแรกๆ จะปวดท้องน้อยมาก ปวดจนตัวบิด ให้รึบแก้ไข ถ้าบิดตัวจะทำให้มดลูกเคลื่อน
                    อาการทั่วๆไป  มีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดกระเบนเหน็บ เชิงกราน ร้าวชาออกขา เย็นปลายมือปลายเท้า มีตกขาวไม่คัน ไม่มีกลิ่น ปวดท้องน้อย มีอาการตึงคอ และปวดศีรษะ
มดลูกด่ำ สาเหตุ ๑. เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ๒. เกิดจากการมีบุตรมาก ๓. ทำงานหนักเกินกำลัง เช่นยกของหนัก ๔. การกลั้นปัสสาวะเป็นประจำ ๕. ชอบนั่งยองๆ ๖. มีปัญหาที่กระดูกสันหลังช่วงเอว
                   อาการ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่เวลา ไอ หัวเราะ ยกของหนัก ก้าวขึ้นลงบันไดปัสสาวะเล็ด หรือกระปริดกระปรอย เวลาจามปัสสาวะจะราด กลั้นไม่อยู่ มีปวดหลังร้าวมาท้องน้อย
มดลูกลอย โบราณว่าเกิดจากผู้หญิงหลังคลอดบุตรอยู่ไฟไม่ได้ ทำให้มดลูกไม่เข้าอู่ หรือเข้าอู่ไม่สนิท
                  อาการโรค ผายลมทางช่องคลอด เวลาก้าวเดินจะเสียวช่องคลอด ทำให้ปวดตันคอ ปวดหลังร้าวมาท้องน้อย ไม่ทนร้อนทนหนาว ถูกความร้อนความเย็นไข้จะขึ้น ใจหวิวใจสั่น อ่อนเพลีย
มดลูกเคลื่อนหากไม่รักษาปล่อยไว้เรื้อรัง จะมีโอกาสเป็นโรคร้ายตามมา
แนวทางการรักษา ใช้การนวด ประคบน้ำร้อน กินยารักษามดลูก กายบริหาร ปรับปรุงพฤติกรรม  การรักษาไม่ยากแต่ต้องใช้เวลานานพอสมควร

อาการที่มาจาก มดลูกเคลื่อน/มดลูกตะแคง/มดลูกต่ำ/มดลูกลอย/มดลูกบวม

สาเหตุที่เกิด ๑. อุบัติเหตุที่กระทบกับมดลูก เช่น ก้นกระแทกอย่างแรง/กระทบที่ด้านหลังอย่างแรง
๒. ยกของหนัก ในช่วงมีรอบเดือน
๓. มีบุตรแต่ไม่อยู่ไฟ มดลูกไม่เข้าอู่
๔. เกิดจากชอบทานของเย็นบ่อยๆเมื่อมีรอบเดือน
๕. เกิดจากความชอกช้ำที่มีเพศสัมพันธ์

อาการ ๑.  ปวดหน้าขา/ปวดเอว/ปวดท้องน้อย/ตึงคอบ่าไหล่  เกิดจากมดลูกเคลื่อน/ตะแคง
๒. ปัสสาวะมาก เกิดจากมดลูกลงต่ำ
๓. เดินมีอาการเสียวช่องคลอด ผายลมทางช่องคลอด เกิดจากมดลูกลอย
๔. ท้องใหญ่เหมือนบวมน้ำ ตกขาวมาก สีคล้ำมีกลิ่น  เกิดจากมดลูกบวม
๕. มีอาการเหนื่อยเพลีย/ไม่มีแรง/นอนไม่หลับ/หลับไม่สนิท
๖. ผิวพรรณไม่เปล่งปลั่งสดใสตามวัย มีสิวฝ้ากระ

การรักษา นวดโกยยกกระชับมดลูกให้เข้าที่  /นาบหม้อเกลือ โดยมียาสมุนไพรวางที่หน้าท้อง
อบตัวเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต/ วางยาทำความสะอาดระบบมดลูกและประจำเดือนตกค้าง
ต่อด้วยยาช่วยฟอกโลหิตระดู และ ยาบำรุงระบบโลหิต (วางพร้อมน้ำกระสายยา)

รู้ไหม...มดลูกเข้าอู่ คืออะไร

ตรวจหลังคลอด

รู้ไหม...มดลูกเข้าอู่ คืออะไร
(Mother&Care)

          มดลูกเปรียบเสมือนบ้านของลูกน้อยในท้องคุณแม่ และในขณะที่ลูกตัวโตขึ้น มดลูกก็ขยายตัวตามอายุครรภ์ เพื่อเตรียมพร้อมกับการเติบโตและการคลอด พอช่วงหลังคลอดมดลูกของคุณแม่จะกลับคืนสู่สภาพเดิมตามธรรมชาติในช่วง 4-6 สัปดาห์หลังคลอด ภาวะนี้เรียกว่ามดลูกเข้าอู่ค่ะ

มดลูกเข้าอู่ สำคัญอย่างไร

          ช่วง หลังคลอดคุณหมอจะนัดคุณแม่ตรวจสุขภาพภายในร่างกาย เช่น เรื่องน้ำคาวปลา, การขับถ่าย, แผลฝีเย็บ, แผลผ่าตัดคลอด, มะเร็งปากมดลูก และตรวจดูมดลูกช่วงหลังคลอด ซึ่งคุณหมอจะตรวจดูว่ามดลูกของคุณแม่หดรัดตัวกลับสู่ภาวะปกติหรือไม่ อย่างไร

          เนื่อง จากบางครั้งอาจพบได้ว่า คุณแม่เกิดภาวะความผิดปกติบางอย่างของมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่ช้าต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสมจากคุณหมอต่อไป

ภาวะผิดปกติของมดลูก

          โดยเบื้องต้นคุณแม่สามารถสังเกตอาการผิดปกติของมดลูกจากข้อมูลต่อไปนี้ค่ะ

น้ำคาวปลา

          เป็น เซลล์ที่หลุดออกจากผนังโพรงมดลูก ปนมากับเลือดช่วงแรก ๆ หลังคลอด น้ำคาวปลาจะไหลออกมาเป็นสีแดงในปริมาณมากและค่อย ๆ ลดลง เป็นสีน้ำตาลจาง ๆ จนกลายเป็นตกขาวปนกับน้ำคาวปลา และหมดไปในที่สุด

          คุณ แม่สามารถสังเกตความผิดปกติได้จากสีน้ำคาวปลาที่จางลงและเปลี่ยนเป็นสีแดง มีปริมาณที่มากขึ้น หรือน้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อในโพรงมดลูก

อาการปวดท้องน้อย / มีไข้

          คุณ แม่บางคนเอ็นยึด มดลูกอาจจะหย่อนยานมากหลังคลอดลูก ทำให้เกิดอาการปวดเสียวท้องน้อยโดยเกิดจากการที่มดลูกหลวม เมื่อตรวจร่างกายแล้วคุณหมออาจจะไม่พบอาการผิดปกติ แต่ก็สามารถวินิจฉัยได้ ซึ่งส่วนใหญ่หากอาการไม่รุนแรงก็ไม่ต้องทำการรักษา แต่กรณีที่ปวดท้องรุนแรงมาก อาจจะรักษาด้วยการเย็บเอ็นยึดมดลูกให้ตึงขึ้นหรืออาจจะตัดมดลูกทิ้ง แล้วแต่การวินิจฉัยของคุณหมอ

ดูแลร่างกายหลังคลอด

          เคล็ด ลับดี ๆ และง่ายที่สุดคือการให้ลูกน้อยของคุณกินนมแม่ เพราะจะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกเข้าอู่เร็ว ร่างกายคุณแม่ก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เหนืออื่นใด ลูกน้อยยังได้รับสารอาหารที่ดี มีประโยชน์ และไออุ่นความรักจากคุณแม่ นอกจากเทคนิคที่ว่าแล้ว การปฏิบัติตัวต่อไปนี้ ก็เป็นเทคนิคที่คุณแม่ทำได้

          กินผัก ผลไม้ และอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

          การจิบหรือดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น เดินเล่น

          สำหรับการอยู่ไฟ ที่ช่วยให้มดลูกหดรัดตัวเร็วนั้น คุณแม่ควรศึกษาข้อมูลและอยู่ภายใต้คำแนะนำของคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นดีที่สุด

          ดัง นั้น การสังเกตความผิดปกติของร่างกาย เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้คุณแม่ดูแลร่างกายและรับมือกับภาวะผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่าง มีสติ และใช้ช่วงเวลาความสุขอยู่กับลูกน้อยอย่างเต็มที่ค่ะ
 
 
Support : | |
Copyright © 2014. Guide Baby Care - All Rights Reserved
Template Created by Published by
Proudly powered by Blogger