Latest Movie :
Recent Movies
 
Showing posts with label แรกเกิดถึง 3 เดือน. Show all posts
Showing posts with label แรกเกิดถึง 3 เดือน. Show all posts

ลูกขี้แยชอบร้องไห้

เด็กๆ ยังพูดไม่ค่อยเก่งค่ะ ก็เข้าใจค่ะว่า ส่วนใหญ่ถ้าเด็กๆ ต้องการจะบอกอะไร ก็จะใช้การร้องไห้นี่แหละบอกนำไปก่อน แต่ถ้าโดนนี่นิดก็ร้องถูกนั่นหน่อยก็ร้องอีกแล้ว แบบนี้ลูกเข้าข่ายเป็นเด็กขี้แยหรือเปล่าเนี้ยะ...!!!



แบบไหนถึงเรียกว่า เป็นเด็กขี้แย


ร้องไห้เก่ง นี่ล่ะ อาการเริ่มต้นแล้วล่ะค่ะ ไม่พอใจนิดหรืออยากได้อะไรก็จะร้องไห้นำไปก่อนเลย นี่ยังไม่รวมถึงพอได้ยินเสียงดังเข้าหน่อยก็ร้องไห้แล้วด้วยนะคะ

ชอบเรียกร้องความสนใจ สังเกตง่ายๆ ค่ะ บางทีร้องไห้ไม่มีน้ำตาหรอกค่ะ ร้องแต่เสียง พอคุณแม่เดินมาหา หรือทำอะไรที่ลูกอยากให้ทำก็หยุดร้องไปเสียเฉยๆ

ขี้น้อยใจ ตามมาติดๆ กับอาการขี้น้อยใจ ชอบคิดนั่นคิดนี่แล้วก็เก็บมาน้อยใจ หรือถ้าปล่อยให้อยู่คนเดียวนานไปก็อาจจะทำให้น้อยใจได้

อ่อนไหวง่ายมาก ถ้า ลูกไม่เห็นคุณแม่หลังจากที่เขาตื่นนอน บางทีอาจจะทำให้ลูกน้อยใจจนร้องไห้ออกมาได้ค่ะ อาการอ่อนไหวง่ายๆ นี่ อาจจะทำให้ลูกเป็นเด็กขาดความมั่นใจในตัวเองได้ค่ะ


จัดการอย่างไรกับลูกขี้แย

ใช้วิธีอื่นแทนการตำหนิ ถ้าลูกขี้แยขี้น้อยใจนี่ ถ้าจะบอกจะสอนอะไรให้หลีกเลี่ยงการใช้คำตำหนิ เพราะการตำหนิจะยิ่งทำให้ลูกคิดนั่นคิดนี่แล้วก็เก็บไว้น้อยใจต่ออีก แบบนี้จะยิ่งทำให้ลูกร้องไห้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

ใช้ไม้อ่อน ถ้าจะ พูดจะบอกอะไรขอให้เลือกใช้ไม้อ่อนไว้ก่อนค่ะ ใช้การปลอบโยน น้ำเสียงที่นุ่มนวล ใช้วิธีให้กำลังใจ เพื่อลูกจะได้พยายามทำอะไรด้วยตัวเองเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ

ให้ความสนใจ แต่ไม่มากจนกลายเป็นการตามใจลูกไป เป็นเรื่องปกติค่ะที่เด็กๆ มักจะเรียกร้องความสนใจจากพ่อกับแม่ แต่ถ้าคุณแม่ตามใจทุกครั้งอาจจะทำลูกมีนิสัยที่เอาต่าใจได้ค่ะ

ให้ความอบอุ่น บาง ครั้งเด็กๆ ร้องไห้ เพราะเขารู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองค่ะ การกอดลูกบ่อยๆ ช่วยได้มากค่ะ นอกจะทำให้รู้สึกอบอุ่นแล้ว ยังช่วยให้ลูกรู้สึกมีกำลังใจขึ้นด้วยค่ะ

วิธีจัดการเด็กแรกเกิดงอแง

เป็นธรรมดาค่ะ
 ตอนแรกคลอดร้องอยู่ตั้งหลายชั่วโมง ไอ้เรารึเหนื่อยหลับแบบสลบเป็นตาย พอตื่นขึ้นมาก็ยังได้ยินเสียงเค้าร้องจากห้องดูแลทารก ก็เลยบอกพยาบาลว่าพาเค้ามาให้ด้วย

ก็เอาเค้ามานอนข้าง ๆ บนเตียงที่มีที่กั้น พยายามให้นมด้วย แล้วเค้าก็หลับไป ไม่แน่ใจว่าร้องมาจนเหนื่อยแล้วหรือว่าเป็นเพราะมาอยู่กับแม่ กอดกันกลมเชียว

อีกอย่างนึง อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นสภาพแวดล้อมใหม่ภายนอกที่เค้ายังไม่ชิน ต้องกอดเค้าไว้ ให้รู้สึกเหมือนกับว่ายังอยู่ในพุง โดยเฉพาะถ้าเอาเค้ามานอนบนตัวเรานะ หลับสบายทีเดียว-ลูกลับนะ ไม่ใช่แม่หลับ

ใจ เย็น ๆ ค่ะ ปรกติแล้ว เด็กกับการร้องไห้เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเปียก, หิว, ไม่สบายตัวก็จะร้อง เค้าไม่สามารถจะสื่อสารด้วยวิธีอื่นได้ นอกจากการร้อง

ถ้า เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ แม่จะต้องระวังเรื่องอาหารที่ทานเข้าไปด้วย เพราะจะมีผลโดยตรงกับเค้าที่ทานนมเรา ตอนแรกก็ไม่เชื่อหรอก แม่บอกก็ยังไม่เชื่อ ต้องเจอกับตัวเองจึงพูดไม่ออก อาหารรสจัด ๆ จะทำให้ลูกปวดท้องแล้วก็ร้องไม่หยุดไม่หย่อนทีเดียว

มื่อลูกงอแง - สาเหตุ 7 ประการที่ทำให้ลูกร้องไห้ และทำอย่างไรให้เขาหยุดร้อง

เรามาดูกันค่ะว่าเราว่าสาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้ลูกน้อยร้องไห้นั้น มีอะไรบ้าง และจะช่วยแก้ไขอย่างไรดี

ร้องเพราะหิว
สัญญาณที่ทำให้คุณเรียนรู้ได้จากการร้องเสียงดังของลูกคุณก็คือ เขาต้องการกิน ถ้าคุณอุ้มเขาขึ้นมาให้นม
แล้วคุณสังเกตดูว่าเขาร้องหลังให้นม นั่นแสดงว่าเขาร้องเพราะหิว
หรือไม่บางครั้งเด็กอาจร้องเพราะให้นมมื้อก่อนน้อยไปซึ่งแน่นอนที่เดียวเขาจะตื่นเร็ว และร้องเพราะเขาหิว
ถ้าคุณให้นมเขาเพิ่มเมื่อเขาอิ่มแล้วเขาจะหยุดร้องแล้วก็หลับไป

ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกแฉะต้องการเปลี่ยน
เด็กแต่ละคนจะมีการตอบสนองต่อการเปียกแฉะของผ้าอ้อมต่างกัน
เด็กบางคนจะร้องให้เปลี่ยนผ้าอ้อมเมื่อเขาปัสสาวะออกมาสักพัก เนื่องจากว่าตอนที่เขาปัสสาวะออกมาใหม่ ๆ จะยังไม่รู้สึกเย็น
แต่พอทิ้งไว้และปัสสาวะเริ่มระเหยไปในอากาศ เขาจะเริ่มรู้สึกเย็นขึ้นและเริ่มร้องไห้
แต่ในขณะเดียวกันเด็กบางคนอาจจะรู้สึกเย็นสบายเมื่อปัสสาวะออกมาและไม่ร้องกวนให้เปลี่ยนผ้าอ้อมก็ได้ค่ะ

ร้องเมื่อรู้สึกร้อน หรือหนาว
เด็กแรกเกิดชอบการห่อหุ้มเพื่อความอบอุ่นเสมือนอยู่ในท้องแม่ ถ้าคุณปล่อยให้เขาเปลือยกายนานๆ
ไม่ ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเสื้อผ้าเขาหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม เด็กแรกเกิดนั้นยังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่นี้ไม่ทัน เขาจะรู้สึกหนาวและร้องไห้ได้
ดังนั้นคุณควรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือผ้าอ้อมโดยเร็วอย่าปล่อยให้เขาเปลือยเปล่าอยู่กับอากาศเย็นเป็นเวลานาน ๆ

ร้องเพราะอยากให้อุ้ม
เด็กที่ต้องการความอบอุ่นจากแม่จะร้องให้อุ้ม การกอด จูบ ลูบไล้ การได้มอง ได้ยิน ได้จับสัมผัส จะทำให้เขารู้สึกปลอดภัย
การอุ้มประคองจากพ่อแม่จึงดียิ่งกว่ายาวิเศษขนานใด ฉะนั้นเมื่อลูกร้อง คุณควรอุ้มเขา กอดเขาไว้
สัมผัสนี้จะกระตุ้นทำให้เกิดการพัฒนาของเซลล์สมองและแน่นอนการเพิ่มจำนวนเซลล์ย่อมเพิ่มความสามารถและความฉลาด
และยังสมารถกระตุ้นให้ลูกเป็นเด็กดี และมีสุขได้

ร้องเพราะเพลียเหนื่อยล้า
คุณพ่อคุณแม่บางคน ชอบเล่นกับลูกตลอดเวลาจนเรียกว่ามีอาการขี้เห่อ คือไม่ให้ลูกได้ว่างเอาเสียเลย เพราะเด็กน่ารักน่าเอ็นดู
ซึ่งอาจทำให้หนูน้อยเพลีย และหงุดหงิดง่าย ๆ ความจริงเด็กแรกเกิดไม่ควรไปวุ่นวายกับเขามาก การกอดจูบบ่อย ๆ ไม่ควรทำ
เพราะเด็กแรกเกิดจะยังอยู่ในช่วงที่บอบบาง ถ้าเราเจ็บป่วยจะนำไปยังเด็กได้ เด็กบางคนร้องลั่นแล้วเสียงค่อย ๆ เบาลงและหลับไป
แสดงว่าเขาเพลียและรำคาญที่พวกผู้ใหญ่ไปวุ่นวายกับเขามาก

ร้องเพราะรู้สึกไม่สบาย
คุณแม่ควรหมั่นตรวจเช็คความสมบูรณ์ของลูกอยู่เสมอ ถ้าลูกมีอาการที่ดูผิดปกติเช่น หงุดหงิด ซึม อ่อนเพลีย
ร้อง กวนอย่างกระวนกระวายอยู่ไม่สุข ซึ่งอาจจะมีไข้ไม่ว่าจะสูงหรือต่ำยิ่งถ้าวัดอุณหภูมิในร่างกายแล้วพบว่า เกิน 38 Co ยิ่งต้องรีบพามาพบแพทย์ เพราะเด็กช่วยอายุ 1-2 ปี แม้จะมีโรคติดเชื้อเล็กน้อยก็มีไข้สูงได้

ต้องการการห่อหุ้มและอุ้มไว้
เด็กแรกเกิดรู้สึกคุ้นเคยกับความอบอุ่นมาจากในครรภ์ของแม่ ให้คุณลองห่อผ้าให้กระชับและอุ้มเขาขึ้นพาดบ่าของคุณ จะรู้สึกได้เลย
ว่าเขาจะหดแขนขากอดรัดคุณเพื่อค้นหาความอบอุ่นจากอกแม่ จะทำให้เขารู้สึกสบายขึ้นและร้องน้อยลง


เราจะให้เขาหยุดร้องได้อย่างไร

ให้ฟังเพลง
เด็กคุ้นเคยกับเสียงหัวใจเต้นของแม่มาตั้งแต่อยู่ในท้อง
เพราะฉะนั้นถ้าอุ้มลูกน้อยแนบอกแม่ให้ชิดตรงตำแหน่งที่เป็นหัวใจแม่ ลูกจะร้องน้อยลง นอกจากนี้ทารกแรกเกิดจะตอบสนองต่อเสียงดนตรีได้ดี
ทั้ง นี้อาจเพราะเสียงจังหวะดนตรีนั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบใด คลาสสิค แจ๊ส ร็อค มักมีจังหวะตี ซึ่งเป็นจำนวนที่พอ ๆ กับเสียงหัวใจเต้นของคนพอดี

การเคลื่อนที่
เด็กบางคนชอบให้อุ้มแค่นั้นก็พอแล้วเขาก็จะเงียบไปเอง แต่บางครั้งเด็กชอบให้อุ้มโยกตัวไปมาบนเก้าอี้โยก หรือไกวเปลไปมาเบาๆ
ซึ่ง พอๆ กับจังหวะการเต้นของหัวไจ 60-100 ครั้ง/นาที เด็กจะรู้สึกเพลิดเพลินไปกับจังหวะนั้นคล้ายจังหวะที่ลูกเคยได้ยินตอนที่ อยู่ในท้องแม่
ซึ่งเป็นจังหวะการเต้นของหัวใจแม่

ลูบท้องอย่างแผ่วเบา
การลูบท้อง หรือหลังอย่างแผ่วเบาจะทำให้เด็กเรอออกมาหรือผายลม จะทำให้ลูกรู้สึกสะบาย ควรยึดถือปฏิบัติหลังจากลูกดื่มนมทุกมื้อ
เพราะเป็นการไล่ลมที่เต็มกระเพาะหลังจากลูกดื่มนมเสร็จแล้ว มิฉะนั้นแก จะเกิดอาการจุกเสียดไม่ยอมนอนได้

การให้นมลูก
คุณแม่ควรจัดท่าในการให้นมลูกที่สบายที่สุด พร้อมทั้งการทรงตัวของลูกน้อยให้ผ่อนคลาย
เมื่อให้นมเขาอิ่มแล้วเขาจะหลับไปควรนวดตามแขนขา และนิ้วอย่างแผ่วเบาจะทำให้เขารู้สึกสบายขึ้น เมื่อคุณให้นมลูกนานพอควรจนรู้ใจกัน
คุณจะแปลกใจในการไหลของนม เช่นพอลูกเริ่มร้องเมื่อถึงเวลาให้นม น้ำนมคุณก็จะไหลออกมาเอง

สุดท้ายนี้ขอให้อย่าลืมใส่ใจกับตัวเองบ้าง
สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องยอมรับว่า เป็นสิ่งที่เหนื่อยยากและวิตกกังวล ซึ่งไม่ใช่การเจ็บป่วยของลูกแต่เด็กปกติดี

ถ้าคุณแม่อดทนรอจนครบ 3 เดือน เด็กที่ร้องมาก ๆ คุณแม่ไม่ควรไปวุ่นวายกับเขามาก คุณควรหาเวลาให้กับตัวเองบ้าง หางานอดิเรกทำ เช่น
- ออกไปเดินเล่น คุยกับเพื่อนบ้าน หรือญาติใกล้ ๆ บ้าง
- ผลัดเวรกันดูแลกับคุณพ่อ อาจจะให้คุณพ่อช่วยเห่กล่อม ส่วนคุณแม่ก็ไปเปิดสมอง
- ทำใจให้สบาย ปลดปล่อยอารมณ์ที่ต้องทนกับการฟังเสียงลูกร้องบ้าง สุขภาพจิตจะได้ดีขึ้น

ที่มา http://www.dumex.co.th/forums_and_friends/mums_stories/not-so-cute_baby_behaviour/story/Story_50


ทำไมทารกร้องไห้โยเย

             ไม่มีอะไรซับซ้อน ทารกร้องไห้โยเยด้วยสาเหตุเดียวกับผู้ใหญ่ คือ เขารู้สึกเจ็บปวด (ไม่ทางกายก็ทางใจ) หรือเขาต้องการอะไรบางอย่าง การร้องไห้มีมากมายหลายแบบ เช่น ทารกที่ร้องไห้เพราะอยากให้อุ้ม เราสามารถปลอบเขาให้เงียบได้ง่ายตราบเท่าที่ยังมีคนอุ้มเขาอยู่ ส่วนทารกที่ร้องไห้เพราะรู้สึกเจ็บปวด อาจจะร้องไห้งอแงและไม่สามารถปลอบให้เงียบได้ง่าย ๆ เราเรียกว่าอาการร้องไห้แบบนี้ว่า โคลิก

ทารกร้องไห้โยเยเพราะรู้สึกไม่สบายตัว ตอนทารกอยู่ในท้องแม่ เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับเขาอย่างสมบูรณ์แบบ สภาพที่ได้ลอยตัวอย่างเป็นอิสระในถุงน้ำคร่ำ มีอุณหภูมิคงที่ตลอดเวลา ความต้องการสารอาหารได้รับการตอบสนองโดยอัตโนมัติ สิ่งแวดล้อมในท้องแม่เป็นระเบียบและสะดวกสบาย ทารกร้องโยเยเพราะคิดถึงสภาวะที่เขาเคยชินในท้องแม่ การออกจากท้องแม่ทำลายความเป็นระเบียบและสะดวกสบายนี้ไป

ในช่วงเดือนแรกหลังคลอด ทารกอยากกลับไปสู่สภาวะที่มีระเบียบและสะดวกสบาย และต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตนอกท้องแม่ การกำเนิดและการปรับตัวเข้าสู่ชีวิตหลังคลอดจะดึงอารมณ์ของทารกออกมา เป็นครั้งแรกที่เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ความต้องการของเขาได้รับการตอบสนอง เขาถูกบังคับให้กระทำ ให้ทำตัวดี ๆ ถ้ารู้สึกหิว, หนาว, กังวล เขาจะร้องไห้ เขาต้องใช้ความพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการจากสิ่งแวดล้อมที่ให้ความดูแลเขาอยู่ ถ้าเขามีความต้องการในเรื่องง่ายๆ เขาก็จะได้รับสิ่งที่เขาต้องการได้อย่างง่ายดาย และเราก็จะคิดว่าเขาเป็น “เด็กเลี้ยงง่าย” แต่ถ้าเขาไม่ปรับตัวอย่างรวดเร็ว เราก็จะคิดว่าเขาเป็น “เด็กเลี้ยงยาก” ทารกที่หงุดหงิดงอแง คือทารกที่ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ยาก คือทารกที่ไม่พอใจง่าย ๆ กับการดูแลที่เขาได้รับ พวกเขามีความต้องการมากกว่านั้น และพวกเขาแสดงอาการหงุดหงิดงอแง เพื่อให้ได้มันมา

การร้องไห้ ไม่ใช่แค่เสียง แต่มันคือสัญญาณที่ถูกออกแบบเพื่อความอยู่รอดของทารกและพัฒนาการของพ่อแม่ การไม่ตอบสนองต่อเสียงร้องไห้ ทั้งพ่อแม่และทารกจะเสียประโยชน์ทั้งคู่

ในเดือนแรก ๆ ทารกไม่สามารถบอกความต้องการของเขาออกมาเป็นคำพูดได้ ในระหว่างที่ทารกไม่สามารถพูด “ภาษาของพ่อแม่” ได้ เขาก็มีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาเองที่เรียกว่า “การร้องไห้”
เมื่อทารกมีความต้องการ เช่น หิวหรือต้องการให้คนปลอบเวลาที่เขารู้สึกไม่สบาย ความต้องการเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้เกิดเสียงที่เราเรียกว่า เสียงร้องไห้ ทารกไม่ได้คิดหรอกว่า “ตอนนี้ตีสามแล้ว หนูคิดว่าหนูควรจะปลุกแม่ขึ้นมาป้อนอาหารว่างให้หนูดีกว่า” การใช้เหตุผลแบบผิด ๆ นี้เป็นการตีความของผู้ใหญ่ นอกจากนี้ทารกก็ไม่มีความฉลาดปราดเปรื่องมากพอที่จะเข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ถึงตอบสนองเสียงร้องของเขาอย่างดีตอนบ่ายสามโมง แต่กลับไม่อยากตอบสนองเสียงร้องเดียวกันตอนตีสาม

เสียงร้องของทารกแรกเกิดบอกพวกเราว่า “หนูต้องการอะไรบางอย่าง ตอนนี้มีอะไรบางอย่างผิดปกติ ช่วยทำให้มันดีเหมือนเดิมด้วย”

สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้เกี่ยวกับการร้องไห้ของลูก

1. การร้องไห้ของทารก คือ การส่งสัญญาณที่สมบูรณ์แบบ

นักวิทยาศาสตร์ยอมรับกันมานานแล้วว่า เสียงร้องไห้ของทารก มีลักษณะ 3 อย่างของการส่งสัญญาณที่สมบูรณ์แบบ

    หนึ่ง. สัญญาณที่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ – ทารกแรกเกิดร้องไห้โดยอัตโนมัติ เขารับรู้ถึงความต้องการ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการสูดอากาศเข้าปอดอย่างรวดเร็ว ตามด้วยการไล่อากาศออกผ่านเส้นเสียง เมื่อเส้นเสียงถูกอากาศสั่นจะเกิดเสียงร้องที่เราเรียกกันว่า เสียงร้องไห้ ในเดือนแรก ๆ ทารกไม่ได้คิดว่า “การร้องไห้แบบไหนจะทำให้เราได้กินนม?” ทารกแค่ร้องไห้ไปตามกลไกอัตโนมัติ นอกจากนี้การร้องไห้ยังทำได้ง่าย เมื่อมีอากาศอยู่เต็มปอด ทารกสามารถร้องไห้ได้โดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายามเลย
    สอง. การร้องไห้เป็นการรบกวนที่พอเหมาะ – เสียงร้องไห้จะกวนหูมากพอที่จะทำให้ผู้แลหันมาสนใจทารกและพยายามปลอบให้เขาหยุดร้องไห้ แต่ก็ไม่รบกวนมากเกินไปจนทำให้ผู้ฟังรู้สึกรำคาญจนไม่อยากจะทนฟัง
    สาม. การร้องไห้สามารถปรับเปลี่ยนไปได้ในขณะที่ผู้ร้องและผู้ฟังเรียนรู้วิธีส่งสัญญาณให้ถูกต้องแม่นยำขึ้น – สัญญาณจากทารกแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เสียงร้องไห้ของทารก คือ ภาษาของเขา และทารกแต่ละคนร้องไห้แตกต่างกันไป นักวิจัยด้านเสียงเรียกเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้ว่า “ลายเสียงร้องไห้” ซึ่งจะแตกต่างกันไปเช่นเดียวกับลายนิ้วมือของทารก

2. การตอบสนองต่อเสียงร้องของทารกเป็นความปกติทางชีวภาพ

คนที่เป็นแม่จะถูกกำหนดโดยทางชีวภาพให้ตอบสนองต่อเสียงร้องของทารก และไม่สามารถต่อต้านหรือฝืนใจตนเองได้ การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอันน่าอัศจรรย์นี้จะเกิดขึ้นในร่างกายของคนที่เป็นแม่เพื่อตอบสนองเสียงร้องไห้ของลูกตนเอง เมื่อได้ยินเสียงลูกร้อง เลือดจะไหลเวียนไปที่หน้าอกมากขึ้น และมีความต้องการทางชีวภาพที่อยากจะ “อุ้มลูกและให้นม”

การให้นมลูกทำให้ระดับโปรแล็คตินสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โปรแล็คตินคือฮอร์โมนที่เข้าใจกันว่าเป็นพื้นฐานทางชีวภาพของคำว่า “สัญชาติญาณความเป็นแม่” ฮอร์โมนอ็อกซีโทซิน ซึ่งทำให้เกิดการหลั่งน้ำนม จะทำให้คนเป็นแม่รู้สึกผ่อนคลายและเป็นสุขใจ รู้สึกปลดปล่อยจากความเครียดก่อตัวจากเสียงร้องของทารก ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้คนเป็นแม่รู้สึกรักลูกของตัวเอง

เวลาที่ลูกร้องไห้ แม่จะฟังเสียงเรียกร้องทางชีวภาพภายในร่างกายของตนเอง มากกว่าฟังเสียงคนอื่นที่คอยแนะนำให้ทำหูทวนลม ความเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพเหล่านี้ คือสาเหตุว่าทำไมมันจึงง่ายสำหรับคนอื่นที่จะพูดเช่นนั้น เพราะพวกเขาไม่มีความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับทารก ระดับฮอร์โมนของเขาจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อลูกของคุณร้องไห้

3. ควรละเลยหรือตอบสนองต่อเสียงร้องไห้?

เมื่อคุณตระหนักถึงคุณค่าอันเป็นสัญญาณพิเศษของเสียงร้องไห้แล้ว สิ่งที่สำคัญ คือ คุณจะทำอย่างไรกับมัน คุณแม่มี 2 ทางเลือก ละเลย หรือ ตอบสนอง

การละเลยเสียงร้องของทารกมักจะเป็นทางเลือกที่เสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

ทารกที่หัวอ่อนหรือว่าง่ายจะยอมแพ้และหยุดส่งสัญญาณ กลายเป็นเด็กเงียบและเริ่มตระหนักได้ว่า การร้องไห้ไม่มีประโยชน์ และคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ทารกเริ่มหมดแรงบันดาลใจที่จะสื่อสารกับพ่อแม่ และพ่อแม่ก็เสียโอกาสที่จะได้รู้จักลูกตัวเอง เสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

ทารกที่หัวแข็งหรือดื้อดึง (ทารกที่เอาแต่ใจตัวเองมากที่สุด) จะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เขาจะร้องไห้ดังขึ้น และเพิ่มความแรงของสัญญาณขึ้น ทำให้มันน่ารำคาญมากขึ้นเรื่อย ๆ คุณแม่อาจละเลยสัญญาณอันดื้อดึงนี้ได้หลายวิธี

คุณแม่อาจจะรอจนกว่าเขาจะหยุดร้องไห้ แล้วค่อยอุ้มเขาขึ้นมา เพื่อที่เขาจะได้ไม่คิดว่าการร้องของเขาสามารถเรียกร้องความสนใจของคุณได้ นี่คือการต่อสู้เพื่อแสดงอำนาจ คุณสอนลูกให้รู้ว่าคุณคือผู้ที่ควบคุมสถานการณ์ ในขณะเดียวกันคุณก็กำลังสอนลูกว่าเขาไม่มีอำนาจในการสื่อสารด้วยเช่นกัน นี่เป็นการปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างพ่อแม่กับลูก และในระยะยาวทุกคนก็เสียประโยชน์

คุณอาจจะตัดความรู้สึกอ่อนไหวออกไปได้หมด จนคุณไม่รู้สึกรู้สากับเสียงร้องของทารกเลย วิธีนี้คุณสามารถสอนให้ลูกรู้ว่า เขาจะได้รับการตอบสนองเมื่อถึงเวลา นี่ก็คือทางเลือกที่เสียทั้งสองฝ่ายอีกเช่นกัน ทารกไม่ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ พ่อแม่ก็ติดอยู่กับความรู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถมีความสุขกับบุคลิกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของลูก

คุณอาจจะอุ้มลูกขึ้นมา ปลอบให้เงียบ แล้วก็วางเขาลงเพราะ “ยังไม่ถึงเวลากินนม” เพราะท้ายที่สุด เขาควรจะต้องเรียนรู้ที่จะมีความสุขด้วยตัวของเขาเอง เสียประโยชน์ทั้งสองฝ่ายอีกเช่นกัน เพราะเขาก็จะร้องไห้อีก แล้วคุณก็จะโมโห ทารกจะเรียนรู้ว่าการพยายามสื่อสารของเขามีคนรับรู้ แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งจะทำให้เขาเริ่มไม่เชื่อมั่นความรู้สึกของตนเอง เขาอาจจะเริ่มคิดว่า “บางทีพ่อแม่อาจจะถูก บางทีหนูอาจจะยังไม่หิวนมจริง ๆ ก็ได้”

4. ให้ความทะนุถนอม

อีกทางเลือกหนึ่งของคุณแม่ คือ ตอบสนองอย่างรวดเร็วและทะนุถนอม นี่คือทางเลือกที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ลูกน้อยและคุณแม่สามารถสร้างระบบการสื่อสารที่ช่วยทั้งสองฝ่าย

คุณแม่ที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วและอ่อนโยน จะทำให้ทารกรู้สึกกังวลน้อยลงเวลาที่เขาต้องการอะไรในคราวต่อไป ทารกจะเรียนรู้ที่จะ “ร้องไห้ให้ดียิ่งขึ้น” ร้องไห้น่ารำคาญน้อยลง เพราะเขารู้แล้วว่าแม่จะต้องมาหาแน่ ๆ แม่จัดเตรียมสิ่งแวดล้อมของทารกเพื่อเขาจะไม่จำเป็นต้องร้องไห้บ่อย ๆ เช่น แม่จะให้ลูกอยู่ใกล้ ๆ ตัวถ้ารู้ว่าเขากำลังง่วงและใกล้หลับ แม่จะเพิ่มความละเอียดอ่อนต่อเสียงร้องเพื่อที่จะสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง เช่น การตอบสนองอย่างรวดเร็วตอนทารกยังเล็กและต้องการการดูแลใกล้ชิด หรือเมื่อเสียงร้องแสดงว่าสถานการณ์กำลังอันตรายจริง ๆ แต่การตอบสนองจะช้าลงเมื่อทารกโตขึ้นและเริ่มจะเรียนรู้ที่จะจัดการต่อสิ่งรบกวนได้ด้วยตัวเอง

การตอบสนองต่อเสียงร้องไห้ของลูกกอย่างเหมาะสม เป็นสิ่งแรกและหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดในการสื่อสารกับลูกที่คุณแม่จะต้องเผชิญ คุณแม่จะมีความเชียวชาญขึ้นหลังจากได้ฝึกซ้อมเป็นพัน ๆ ครั้งในช่วงเดือนแรก ๆ

ถ้าคุณแม่คิดไว้ตั้งแต่แรกว่า การร้องไห้ของทารกคือสัญญาณที่ต้องประเมินสถานการณ์และได้รับการตอบสนอง มากกว่าจะคิดว่ามันคือนิสัยเสียที่ต้องแก้ไข ความคิดของคุณแม่ก็จะเปิดกว้างขึ้นและกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการอ่านสัญญาณจากลูก ซึ่งจะทำให้คุณแม่กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับลูกในที่สุด

การส่งสัญญาณระหว่างแม่ลูกแต่ละคู่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้นมันจึงเป็นความคิดตื้น ๆ ถ้า “ผู้ฝึกสอนการร้องไห้” ที่จะแนะนำสูตรสำเร็จในการตอบสนองต่อเสียงร้องไห้ให้กับคุณแม่ เช่น “คืนแรกปล่อยให้เขาร้อง 5 นาที คืนที่สอง 10 นาที” ฯลฯ

5. การที่ลูกร้องไห้ไม่ใช่ความผิดของคุณ

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ละเลยต่อการร้องไห้ของลูก และพยายามทำให้เขารู้สึกปลอดภัยในโลกใหม่ของเขา คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรจะคิดว่ามันเป็นความผิดของพวกคุณที่ลูกร้องไห้บ่อย ๆ และไม่ควรคิดว่าการจะทำให้ลูกหยุดร้องไห้ขึ้นอยู่กับคุณ

แน่นอนว่าความคิดของพวกคุณจะต้องเปิดกว้างเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่จะช่วยลูก (เช่น เปลี่ยนอาหารการกินของตัวเอง หรือเรียนวิธีใหม่ ๆ ในการอุ้มลูก) และคุณอาจจะต้องพาลูกไปพบหมอถ้าหากสงสัยว่ามีอาการเจ็บป่วยเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกร้องไห้

แต่อาจจะมีบางเวลาที่คุณหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมลูกร้องไห้ บางครั้งคุณอาจจะสงสัยด้วยซ้ำไปว่าลูกรู้ตัวหรือเปล่าว่าเขาร้องไห้เพราะอะไร อาจจะมีบางเวลาที่ทารกแค่ต้องการจะร้องไห้ ถ้าคุณได้ลองทำทุกวิธีที่ปกติเคยทำให้เขาหยุดร้องไห้ได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ทำให้เขาหยุดร้องไห้ คุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกสิ้นหวังที่จะทำให้เขาหยุดร้องไห้

มันเป็นสัจธรรมในชีวิตของพ่อแม่มือใหม่ว่า ถึงแม้ทารกจะร้องไห้เพื่อแสดงความต้องการ แต่วิธีการที่เขาร้องไห้เป็นผลมาจากลักษณะอารมณ์ของเขา อย่าเอาการร้องไห้ของทารกมาเป็นอารมณ์ หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่คือสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อทำให้เขาจำเป็นต้องร้องไห้น้อยลง ให้ความห่วงใยและอ้อมแขนอันอบอุ่นเพื่อที่ลูกจะได้ไม่ต้องร้องไห้อยู่คนเดียว และทำงานสืบสวนให้มากที่สุดเพื่อหาสาเหตุว่าทำไมลูกจึงร้องไห้ และคุณจะช่วยเขาได้อย่างไร เรื่องอื่น ๆ ที่เหลือเป็นเรื่องของลูก

6. งานวิจัยเกี่ยวกับการร้องไห้

ซิลเวีย เบลล์ และ แมรี เอนส์เวิร์ธ สองนักวิจัยซึ่งทำการศึกษาในช่วงศตวรรษ 1970 ได้ทำลายความเชื่อเรื่อง “ทฤษฏีการถูกตามใจจนเสียเด็ก” (สิ่งที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่ในอดีตจนถึงช่วงเวลานั้นหรืออาจจะถึงปัจจุบันนี้ด้วยซ้ำ ที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพัฒนาการของทารกที่คอยพร่ำบอกว่า ควรปล่อยให้ทารกร้องไห้จนพอใจ มักจะเป็นผู้ชายแทบทั้งนั้น ต้องใช้นักวิจัยผู้หญิงมาแก้ความเชื่อผิด ๆ ให้ถูกต้อง)

นักวิจัยทั้งสองศึกษาคู่แม่ลูก 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เมื่อลูกร้องไห้ แม่จะตอบสนองอย่างรวดเร็วและอ่อนโยน กลุ่มที่ 2 แม่จะหักห้ามใจในการตอบสนองมากกว่า พวกเขาพบว่าเด็กในกลุ่มที่ 1 ซึ่งแม่ตอบสนองอย่างอ่อนโยนและรวดเร็วกว่า จะไม่ค่อยใช้การร้องไห้เป็นวิธีการสื่อสารเมื่อเขาอายุ 1 ขวบ เด็กเหล่านี้รู้สึกผูกพันกับแม่ของพวกเขาค่อนข้างมาก และมีพัฒนาการของทักษะการสื่อสารดีกว่า เป็นเด็กที่ไม่ค่อยโยเยและไม่เอาแต่ใจตัวเอง

ก่อนการวิจัยครั้งนี้ พ่อแม่ถูกทำให้เชื่อว่า ถ้าพวกเขารีบอุ้มลูกทุกครั้งที่ลูกร้อง ลูกจะไม่มีทางเรียนรู้ที่จะปรับตัวและจะยิ่งเรียกร้องมากขึ้น งานวิจัยของเบลล์และเอนส์เวิร์ธแสดงผลในทางกลับกัน ทารกที่มีความรู้สึกปลอดภัยและได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็วและอ่อนโยน จะติดพ่อแม่น้อยลงและเรียกร้องน้อยลง มีการทำงานวิจัยเพิ่มมากขึ้นเพื่อลบล้าง “ทฤษฏีการถูกตามใจจนเสียเด็ก” แสดงว่า ทารกที่ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็วจะร้องไห้มากขึ้น, นานขึ้น, และด้วยวิธีการที่น่ารำคาญมากขึ้น

ในการวิจัยครั้งหนึ่ง เปรียบเทียบเด็ก 2 กลุ่ม เด็กกลุ่มหนึ่งได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็วและอ่อนโยน ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งถูกปล่อยให้ร้องไห้จนพอใจ เด็กที่ได้รับการตอบสนองอย่างอ่อนโยนจะร้องไห้น้อยลง 70 เปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกัน เด็กที่ถูกปล่อยให้ร้องไห้จนพอใจ ไม่ร้องไห้ลดลง สรุปง่าย ๆ ก็คือ งานวิจัยเรื่องการร้องไห้แสดงว่า ทารกที่เสียงร้องไห้ของเขามีคนรับฟังและตอบสนองจะเรียนรู้ที่จะ “ร้องไห้ให้ดีขึ้น” ทารกที่พ่อแม่พยายามยับยั้งใจในการตอบสนองต่อเสียงร้องไห้ของลูก จะเรียนรู้ทีจะ “ร้องไห้ให้ดังขึ้น”

สิ่งที่น่าสนใจคือ การศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า นอกจากจะมีความแตกต่างของวิธีที่ทารกสื่อสารกับพ่อแม่ตามการตอบสนองที่เขาได้รับต่อการร้องไห้ของเขาแล้ว และยังมีความแตกต่างในหมู่คุณแม่อีกด้วย งานวิจัยแสดงว่า แม่ทีพยายามยับยั้งใจในการตอบสนองต่อเสียงร้องไห้ หรือตอบสนองด้วยความอ่อนไหวน้อย จะมีความรู้สึกอ่อนไหวต่อเสียงร้องของทารกน้อยลงเรื่อย ๆ และความไม่อ่อนไหวนี้จะส่งต่อไปยังความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกด้านอื่น ๆ งานวิจัยแสดงว่าการปล่อยให้ลูกร้องจนพอใจ ทำให้ความรู้สึกของครอบครัวเสียไปด้วย

7. การร้องไห้ไม่ได้ช่วยให้ทารก “ได้ขยายปอด”

หนึ่งในความเชื่อผิด ๆ ทางการแพทย์คือ “ปล่อยให้ทารกร้องไห้ ช่วยขยายปอด” ช่วงปลายศตวรรษที่ 1970 มีงานวิจัยแสดงว่าทารกที่ถูกปล่อยให้ร้องไห้จะมีอัตราการเต้นหัวใจสูงขึ้นถึงระดับที่น่าเป็นห่วง มีปริมาณออกซิเจนในเลือดลดลง เมื่อการร้องไห้ของเขาได้รับการปลอบประโลม ระบบหัวใจและหลอดเลือดกลับสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่าทารกสามารถรับรู้ความเป็นดีอยู่ดีทางกายได้รวดเร็วมาก ถ้าการร้องไห้ไม่ได้รับการปลอบประโลม ทารกจะตกอยู่ในความเครียดทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องการร้องไห้ช่วยสร้างเสริมสุขภาพ ยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้ เพราะหนึ่งในคะแนน Apgar (การทดสอบที่แพทย์ใช้ประเมินสภาพของทารกแรกเกิด) ทารกจะได้คะแนนเพิ่ม 2 คะแนนถ้า “ร้องไห้เสียงดังเต็มที่” ทั้ง ๆ ที่การได้คะแนนเพิ่มเพราะการร้องไห้ไม่มีความสมเหตุสมผลในทางสรีระศาสตร์เลย ทารกแรกเกิดซึ่งรู้สึกตัวดีแต่นอนเงียบ ๆ หายใจในระดับปกติ และตัวเป็นสีชมพูมากกว่าเด็กที่ร้องไห้เสียงดัง กลับเสียคะแนน Apgar นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดว่า เสียงร้องไห้ ซึ่งเป็นเสียงที่น่าอัศจรรย์ที่สุดของมนุษย์ ยังคงถูกแปลความหมายไปในทางที่ผิดอยู่

วิธีสอนให้ลูกร้องไห้ได้ดีขึ้น

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับซึ่งผ่านการทดสอบมาเป็นเวลานาน ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่สามารถแปลความหมายและตอบสนองต่อเสียงร้องไห้ของลูกได้อย่างเป็นธรรมชาติ และค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ในการสื่อสาร เพื่อที่ทารกจะได้ไม่ต้องร้องไห้อยู่ตลอดเวลาเพื่อสื่อสารกับพ่อแม่

1. คิดว่าการร้องไห้ของทารก คือ เครื่องมือสื่อสาร มากกว่า เครื่องมือที่ใช้บงการพ่อแม่ – คิดว่าการร้องไห้เป็นสัญญาณที่ต้องรับฟัง แปลความหมาย มากกว่า คิดกลัวว่าจะตามใจลูกจนเสียเด็ก หรือกลัวจะตกอยู่ในการควบคุมของลูก

2. เร็วดีกว่าช้า – พ่อแม่มือใหม่มักจะคิดว่า ยิ่งชะลอการตอบสนองต่อเสียงร้องไห้ของลูกออกไป ลูกจะร้องไห้น้อยลง ถึงแม้ว่านี่อาจจะเป็นเรื่องจริงสำหรับเด็กใจอ่อน, หัวอ่อน แต่ทารกที่มีบุคลิกดื้อดึงจะร้องไห้เสียงดังขึ้น, ส่งเสียงน่ารำคาญมากขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ควรจะหัดอ่านสัญญาณที่มักเกิดขึ้นก่อนการร้องไห้ เช่น สีหน้าวิตกกังวล การกางแขนหรือโบกมือเรียก การหายใจถี่ ฯลฯ การตอบสนองต่อสัญญาณเรียกร้องให้พ่อแม่อุ้มเหล่านี้ จะสอนให้ทารกรู้ว่า เขาไม่จำเป็นต้องร้องไห้เพื่อเรียกร้องความสนใจ

คุณพ่อคุณแม่ควรลืมเรื่องถูกตามใจจนเสียเด็กไปก่อน ผลงานวิจัยแสดงว่า ทารกที่ได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็วเมื่อเขาร้องไห้ จะเรียนรู้ที่จะร้องไห้น้อยลงเวลาที่เขาโตขึ้น

3. ตอบสนองให้เหมาะสม – คุณแม่ไม่จำเป็นต้องรีบอุ้มลูกวัยเจ็ดเดือนเร็วเท่ากับลูกวัยเจ็ดวัน ช่วงสัปดาห์แรกเป็นช่วงของการซ้อมคิว คุณแม่ควรตอบสนองอย่างรวดเร็วและทำตามสัญชาติญาณ เมื่อคุณกับลูกสามารถสื่อสารกันได้ดีขึ้น คุณแม่จะรู้เองว่าการร้องไห้ของเขาเป็น “เหตุด่วน” ที่ต้องตอบสนองทันที หรือสามารถรอได้

เรียนรู้คำตอบที่เหมาะสมสำหรับการร้องไห้ รู้ว่าจะพูดว่า “ได้จ้ะ” หรือ “ไม่ได้จ้ะ” เมื่อไร โดยธรรมชาติคุณแม่ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยการเป็น “คุณแม่ได้จ้ะ” แต่ต่อมาสัญชาติญาณจะทำให้คุณแม่กลายเป็น “คุณแม่ได้จ้ะและไม่ได้จ้ะ” เวลาคุณแม่ที่ยังไม่แน่ใจ ให้ตอบว่า “ได้จ้ะ” ไปก่อน การตอบสนองมากเกินไปแก้ไขได้ง่ายกว่ามาก คุณแม่ก็แค่ถอยหลังออกมานิดหนึ่ง การแก้ไขความไม่เชื่อใจของทารกที่เกิดจากการตอบสนองไม่เพียงพอเป็นเรื่องยากกว่ามาก และอาจทำให้สูญเสียการสื่อสาร

4. ลองใช้วิธีแบบชาวแคริบเบียน – ระบบที่เราพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความสงบทางจิตใจให้กับทารก เป็นระบบที่เราเรียกชื่อเล่นตามทัศนคติของชาวแคริบเบียนว่า “ไม่มีปัญหา” สมมติว่าลูกวัยเจ็ดเดือนของคุณกำลังนั่งเล่นอยู่ที่พื้นใกล้ ๆ ในขณะที่คุณกำลังคุยโทรศัพท์ ลูกเริ่มงอแงและทำท่าจะให้อุ้ม แทนที่จะวางโทรศัพท์แล้วรีบอุ้มเขาขึ้นมา คุณก็ทำหน้าสดใส แสดงให้เขาเห็นว่าคุณรับรู้ความต้องการของเขาและพูดกับว่า “ไม่เป็นไรนะจ๊ะ” การทำเช่นนี้ ภาษากายของคุณจะบอกว่า “ไม่มีปัญหา ไม่ต้องงอแง” อีกวลีหนึ่งที่พวกแคริบเบียนชอบใช้คือ “สบายดี ไม่มีปัญหา” ใช้ภาษากายของคุณ สื่อให้ลูกคุณรู้ว่า “สบายดี ไม่มีงอแง”

โรคปิดเครื่อง (SHUTDOWN SYNDROME)*

จากการทำงานตลอด 30 ปีร่วมกับพ่อแม่และทารก เราได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเจริญเติบโตของเด็ก (ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ) และวิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่

“เธอตามใจลูกมากเกินไป” ลินดากับนอร์ม พ่อแม่มือใหม่พาเฮทเธอร์ลูกสาววัยสี่เดือนซึ่งมีความต้องการสูงมาพบผม เพราะเฮทเธอร์หยุดเจริญเติบโต

เฮทเธอร์เคยเป็นเด็กที่มีความสุข เติบโตสมบูรณ์ (thrive) จากการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดเต็มที่ มีคนอุ้มวันละหลาย ๆ ชั่วโมง เวลาร้องไห้ก็ได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ได้กินนมแม่ทุกครั้งที่ต้องการ มีคนสัมผัสกอดรัดใกล้ชิดเกือบทั้งวัน ทั้งครอบครัวมีความสุขดี และการเลี้ยงดูแบบนี้ได้ผลดีสำหรับพวกเขา แต่เพื่อนผู้หวังดีเกลี้ยกล่อมให้พ่อแม่คู่นี้เชื่อว่า พวกเขาตามใจลูกมากเกินไป ลูกสามารถบงการพวกเขาได้ และเฮทเธอร์จะโตขึ้นมาเป็นเด็กที่ติดพ่อแม่

พ่อแม่หมดความเชื่อมั่น – เหมือนพ่อแม่มือใหม่ทั่ว ๆ ไป นอร์มกับลินดาหมดความเชื่อมั่นในสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ และยอมแพ้ต่อแรงกดดันของคนรอบข้าง ยอมรับวิธีการเลี้ยงลูกแบบยับยั้งชั่งใจและห่างเหินกว่าเดิม พวกเขาปล่อยให้เฮทเธอร์ร้องไห้จนหลับไป ให้กินนมตามตารางเวลา และอุ้มเฮทเธอร์น้อยลงเพราะกลัวว่าลูกจะเสียเด็ก

สองเดือนต่อมา เฮทเธอร์เปลี่ยนจากเด็กที่มีความสุขและชอบโต้ตอบกับพ่อแม่ เป็นเด็กที่เศร้าสร้อยและเงียบงัน น้ำหนักของเธอไม่เพิ่มขึ้น จากเด็กที่อยู่บนสุดของตารางการเจริญเติบโต ตกลงมาอยู่ล่างสุด เฮทเธอร์ไม่เติบโตสมบูรณ์อีกต่อไป พ่อแม่ของเธอก็เช่นกัน

ทารกหมดความเชื่อมั่น – หลังจาก 2 เดือนที่ไม่มีการเจริญเติบโต หมอบอกว่าเฮทเธอร์ “ล้มเหลวในการเติบโตสมบูรณ์” (fail to thrive) และเกือบจะต้องเข้ารับการตรวจรักษาอย่างละเอียด เมื่อพ่อแม่มาปรึกษาผม ผมวินิจฉัยว่าเธอเป็น “โรคปิดเครื่อง”

ผมอธิบายว่าเฮทเธอร์เติบโตสมบูรณ์เพราะการเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม และด้วยการเลี้ยงดูแบบนี้ เฮทเธอร์มีความเชื่อมั่นว่าความต้องการของเธอจะได้รับการตอบสนอง และสภาพทางกายภาพโดยรวมของเธอจะได้รับการจัดการเป็นอย่างดี เพราะคิดว่าพวกเขาจะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก พ่อแม่คู่นี้ปล่อยให้ตัวเองถูกชักจูงไปใช้วิธีการเลี้ยงดูแบบอื่น พวกเขาถอดปลั๊กความผูกพันระหว่างพวกเขากับเฮทเธอร์โดยไม่รู้ตัว และสูญเสียช่องทางที่ทำให้เฮทเธอร์เติบโตสมบูรณ์ ความกดดันต่อทารกก็จะเกิดขึ้น และระบบทางกายภาพของเฮทเธอร์ชะลอตัว

ผมแนะนำพ่อแม่คู่นี้ให้กลับไปใช้วิธีเลี้ยงดูแบบเดิม อุ้มลูกบ่อย ๆ ให้กินนมเวลาที่ต้องการ ตอบสนองต่อเสียงร้องของเธอย่างอ่อนโยนทั้งกลางวันและกลางคืน ภายใน 1 เดือนเฮทเธอร์กลับมาเติบโตสมบูรณ์เหมือนเดิม

ทารกจะเติบโตสมบูรณ์เมื่อได้รับการทะนุถนอม – เราเชื่อว่า ทารกทุกคนมีความต้องการที่จะได้สัมผัสและทะนุถนอมระดับหนึ่งเพื่อที่เขาจะเติบโตสมบูรณ์ (เติบโตสมบูรณ์ ไม่ได้หมายความแค่ โตขึ้น แต่ต้องโตขึ้นได้เต็มศักยภาพ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ)

เราเชื่อว่า ทารกสามารถสอนพ่อแม่ได้ว่าเขาต้องการการเลี้ยงดูในระดับใด มันขึ้นอยู่กับพ่อแม่ว่าจะรับฟังหรือไม่ และขึ้นกับผู้เกี่ยวข้องในทางวิชาชีพที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพ่อแม่ ไม่ทำลายความมั่นใจด้วยการแนะนำวิธีการเลี้ยงดูที่เหินห่างกว่า เช่น “ปล่อยให้ลูกร้องไห้ให้พอใจ” หรือ “คุณต้องอุ้มเขาให้น้อยลง” ตัวทารกเท่านั้นที่รู้ระดับความต้องการของตัวเอง และพ่อแม่เป็นคนที่จะเข้าใจภาษาของลูกตัวเองได้ดีที่สุด

ทารกที่ “ได้รับการฝึกสอน” ให้ไม่แสดงความต้องการของตัวเองออกมา อาจจะดูเงียบสงบ, หัวอ่อน, หรือ เป็นเด็กดี แต่ทารกเหล่านี้อาจจะเป็นเด็กที่มีความกดดัน ซึ่งปิดกั้นการแสดงความต้องการของตัวเอง พวกเขาอาจจะกลายเป็นเด็กที่ไม่กล้าพูดเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และสุดท้ายก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เอาแต่ใจตัวเองมากที่สุด

(แปลและเรียบเรียงจากบทความในเว็บไซต์ www.askdrsears.com) โดย คุณนิจวรรณ ตั้งวิรุฬห์

* หมายเหตุ ครั้งแรกผู้แปลแปลคำว่า Shutdown Syndrome ว่า โรคเงียบ เพราะเข้าใจผิดว่าดร.เซียร์สจะบอกว่าทารกนิ่งเงียบไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อได้ไปอ่านทวนบทความภาษาอังกฤษอีกรอบ จึงเข้าใจว่าประเด็นหลักน่าจะเป็นการหยุดเจริญเติบโตของทารกมากกว่าการไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คำว่า Shutdown นี้จึงควรจะเป็นความหมายเดียวกับที่่เราใช้เวลาเราปิดหรือหยุดสิ่งต่าง ๆ เช่น ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์, หยุดกิจการ, ปิดโรงงาน ฯลฯ โรคเงียบ จึงถูกเปลี่ยนเป็น โรคปิดเครื่อง ด้วยประการฉะนี้...
--------------------------------------------------------------------
บทความนี้ ถึงกับทำให้ผู้แปลเปลี่ยนทัศนคติ และรู้สึกผิดที่เคยหงุดหงิดหลานๆ ซึ่งร้องไห้ งอแงพูดไม่รู้เรื่องเลยทีเดียว บทความนี้ให้ความรู้กับเราในประเด็นที่แตกต่างไปอย่างมาก จากที่เคยได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการตอบสนองต่อเสียงร้องไห้ของเด็ก  อย่างไรก็ตาม อยากให้ผู้อ่านพิจารณาให้ดีว่า การที่ลูกร้องไห้นั้น เราควรตอบสนองอย่างไร ในแต่ละช่วงวัยหรือสถานการณ์  ดังที่ในบทความก็กล่าวไว้ว่า "คุณแม่ไม่จำเป็นต้องรีบอุ้มลูกวัยเจ็ดเดือนเร็วเท่ากับลูกวัยเจ็ดวัน"

การตอบสนองต่อเสียงร้องไห้ของลูกอย่างเหมาะสมนั้นไม่ได้หมายถึงการตามใจลูกทุกครั้งที่ลูกร้องไห้นะคะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกอยู่ในวัยที่สามารถสื่อสารกับเราด้วยวิธีอื่นได้แล้ว - webmother

ทำไมลูก (แรกเกิดถึง 3 เดือน) ง่วงนอน แต่ไม่ยอมนอน

     ตามหัวข้อเลยค่ะ ลูกชายเราก็เป็นค่ะ แรกๆร้องบ้านแตกเลยค่ะเพราะเค้าง่วง แต่หลับเองไม่เป็น ร้องทั้งวันเลยค่ะ ร้องจนหมดแรงหลับไปเอง เรากลุ้มมากเพราะอยากให้ลูกนอน จนในที่สุดเราเลยหาข้อมูลตามเน็ท และอ่านหนังสือเกี่ยวกับการนอนของเด็ก และเราได้ลองเอาคำแนะนำจากหนังสือมาลองใช้กับลูกเราดู ปรากฎว่าลูกเราเปลี่ยนเป็นคนล่ะคนเลยค่ะ จากเด็กที่หงุดหงิดงอแงกลายมาเป็นเด็กที่อารมณ์ดีมาก และถือว่าเลี้ยงง่ายมากค่ะ เราเลยอยากเอาข้อมูลความรู้ที่ได้จากหนังสือมาแบ่งปันให้คุณแม่ๆทั้งหลายได้ลองนำไปใช้ดูค่ะ

เด็กทารก (แรกเกิดถึง 3 เดือน) ยังหลับเองไม่เป็น คุณแม่ต้องช่วยกล่อมให้เค้าหลับค่ะ หลังจาก 4 เดือนๆไปแล้วค่อยเริ่มสอนให้เค้ากล่อมตัวเองให้หลับ  เราต้องรู้ว่าเค้าเริ่มง่วงตอนไหน โดยปกติแล้วเค้าจะแสดงอาการเหล่านี้เมื่อเริ่มง่วง

เอามือขยี้ตา
เลิกสนใจของเล่น
นอนนิ่งๆ
หาว
ตาลอย หรือตาปรือ
อยู่ดีๆก็งอแงขึ้นมาเฉยๆ

พอเราเห็นอาการดังกล่าวแล้วเราก็ต้องเริ่มกล่อมให้เค้านอนได้แล้ว เด็กวัยนี้เค้าจะตื่นมากินนมหรือเล่นได้ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง ถ้าเราปล่อยให้ลูกตื่นนานกว่านี้ร่างกายเค้าจะทนรับไม่ไหว สมองเค้ายังไม่พัฒนาพอที่จะหลับเองได้  ร่างกายเค้าก็จะสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งขี้นมา ฮอร์โมนชนิดนี้จะทำให้เด็กไฮเปอร์ตื่นตัวไม่ยอมหลับ และในที่สุดเค้าก็จะร้องให้ ร้องจนเหนื่อยจนร่างกลายทนไม่ไหว และน็อคไปในที่สุด  ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้บ่อยๆล่ะก็ไม่ดีต่อสุขภาพของเค้าแน่นอน

มาดูขั้นตอนการช่วยให้ลูกหลับกันค่ะ

1 จับเวลาค่ะ เค้าตื่นเมื่อไหร่เราก็เริ่มจับเวลาได้เลย 1-2 ชั่วโมงหลังจากลูกตื่น เค้าจะเริ่มแสดงอาการง่วงนอนออกมา (ลูกเราประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ก็เริ่มแสดงอาการแล้ว กล่อมประมาณ 5-10 นาทีก็หลับแล้วค่ะ)

2 พอเค้าเริ่มง่วงเราก็กล่อมเค้าให้หลับได้เลย ใช้วิธีที่เค้าชอบที่สุดเช่น ให้กินนม อุ้มเดิน ไกวเปล เป็นต้น

3 จำไว้ว่าเราต้องกล่อมเค้าให้หลับภายในเวลาที่กำหนด ถ้าปล่อยไว้เกินเวลา รับรองร้องบ้านแตกแน่ค่ะ แถมกล่อมยังไงก็ไม่หลับอีกต่างหาก

เด็กที่พักผ่อนเพียงพอ จะเป็นเด็กที่อารมณ์ดี เรียนรู้ได้ดีกว่าเด็กที่นอนไม่พอด้วยค่ะ
---------------------------------------------
ลูกชายเราอายุ 2 เดือน 3 อาทิตย์ ค่ะ ตั้งแต่ได้นอนเต็มอิ่มก็แทบจะไม่งอแงเลยค่ะ

ช่วงแรกเกิด - 3 เดือนลูกเราเลี้ยงง่ายค่ะ ไม่งอแง อารมณ์ดี ยิ้มเก่งมากๆ (ถ่ายรูปลูกทีไรจะยิ้มหวานทุกที) ปรับกลางวัน-กลางคืนได้ก่อน 1 เดือน 

พอ 1 เดือนเริ่มนอนกลางคืนยาวแล้วค่ะ ตื่นมากินนม 2 รอบ  เริ่มให้นอนเองโดยไม่แบกค่ะ เพราะเราต้องดูลูกคนโตด้วย  คือ ถ้าร้องเราก็อุ้มกล่อม พอเงียบได้ซักพักเราก็วางค่ะ พยายามไม่ให้ติดอุ้มหลับ

พอ 2 เดือนก็เริ่มนอนยาวมากขึ้น ตื่นมากินนมคืนละ 1 รอบค่ะ (บางคืนอาจจะ 2)
ตอนนี้เริ่มนอนเองได้แล้ว เวลาตื่นมากลางคืน หากกินนมแล้วไม่นอน ยิ้มตาหวานแป๋วๆให้ เราจับเค้าลงเตียงนอน เค้าก็หลับเองได้ค่ะ  (เคยตื่นมากินนมตี 4 ยิ้มให้แม่อย่างหวาน ปากบานเชียวค่ะ พร้อมเล่นเต็มที่  เราก็คิดว่าแล้วจะหลับไหมเนี่ย แต่ก็ลองเอาไปหย่อนเตียงเค้าทั้งๆที่ตาแป๋วๆอย่างนั้นแหละ แล้วเราก็ไปนอนต่อเอาแรงอีกหน่อยเพราะเดี๋ยวคนโตตื่นเราต้องจัดการเตรียมเค้าไปโรงเรียนอีก  เค้าก็หลับเองได้นะคะ ไม่ต้องกล่อมเลย) กลางวันเริ่มหลับเองได้เช่นกัน

ตอนนี้ 3 เดือนกว่าแล้วค่ะ เหลือตื่นมากินนมคืนละ 1 รอบ หลับเองได้ทั้งกลางวันและกลางคืนค่ะ


ตอนลูกคนแรกเราขอบอกว่าเหนื่อยมากค่ะ ตื่นมากินนมหลายรอบ นอนเองไม่เคยเป็น
พอมามีคนเล็ก เราพยายามจะหัดเค้า ไม่ให้ติดอุ้มกล่อม เพราะเราก็ต้องจัดการคนโตด้วยไหนจะ อาบน้ำ แปรงฟัน เอาเข้านอน เลยลองปล่อยให้คนเล็กหัดหลับเอง ไม่งั้นเราก็ไม่ไหวเหมือนกันค่ะ เพราะต้องทั้งเลี้ยงลูกและทำงาน


หมอของลูกเราบอกว่าที่คนเล็กดูเลี้ยงง่าย สบายๆด้วย น่าจะเป็นเพราะพ่อแม่มีความมั่นใจมากขึ้นค่ะ มั่นใจและรู้จักวิธีการรับมือลูกมากกว่าเดิม เพราะมีประสบการณ์มาบ้างแล้ว

-----------------------------
ช่วงอายุครบ 1 เดือน ลูกงอแงมากมายช่วงหัวค่ำ เราคิดแต่ว่าเค้าปวดท้อง ให้กิน air-x ก็แล้ว จับเรอก็แล้ว ให้กินนมอีก ฯลฯ ก็ไม่หาย จนมีคนมาเห็นบอกว่าเค้า "ง่วง" ค่ะ แค่นั้นแหละ เก็ตเลย หลังจากนั้นก็รับมือได้ พอง่วงก็กล่อมหลับ

ตอนนี้ 7 เดือนแล้วยังงอแงเวลาง่วงเหมือนเดิมเลย แต่แม่มันจับทางได้แล้วเวลาขยี้ตา ไม่ค่อยอยากเล่นของเล่นแล้ว แสดงว่าง่วงล่ะ ถ้าปล่อยไว้สักพักจะงอแงมาก ตามที่คุณ จขกท เขียนมาเป๊ะเลยค่ะ

 
 
Support : | |
Copyright © 2014. Guide Baby Care - All Rights Reserved
Template Created by Published by
Proudly powered by Blogger